เราปลูกต้นไม้ด้วยวิธีใด
โครงการปลูกป่าให้ช้าง(Trees for Elephants Project) มีเป้าหมายหลักเพื่อปลูกฟื้นฟูป่าในพื้นที่ที่มีความสำคัญต่อการเป็นแหล่งที่อยู่ตามธรรมชาติและแหล่งอาหารของทั้งช้างป่าและช้างบ้านทั่วประเทศ เพื่อให้สภาพป่าตามธรรมชาติกลับคืนมาใกล้เคียงกับสภาพป่าเดิมก่อนที่จะถูกทำลายให้ได้มากที่สุด รวมทั้งเพื่อเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพทั้งชนิดและปริมาณของทั้งพรรณไม้ และสัตว์ป่าในพื้นที่ทำการปลูกป่า ซึ่งเทคนิคและวิธีการที่ใช้ในการฟื้นฟูป่าสำหรับโครงการปลูกป่าให้ช้าง คือ วิธีการพรรณไม้โครงสร้าง(Framework Tree Sepcies) ซึ่งเป็นเทคนิคและวิธีการที่มีการทำการทดลองและค้นคว้าวิจัยโดยหน่วยวิจัยการฟื้นฟูป่า สังกัดภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่(Forest Restoration Research Unit) หรือ FORRU ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำโครงการวิจัยและฟื้นฟูป่าในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนมานานกว่า 15 ปี ซึ่งวิธีการพรรณไม้โครงสร้างนี้เป็นวิธีการปลูกฟื้นฟูป่าที่ประสบความสำเร็จในการฟื้นฟูป่าเสื่อมโทรมในพื้นที่บ้านแม่สาใหม่ ซึ่งตั้งอยู่ภายในอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ ให้กลับมาเป็นป่าที่สมบูรณ์ตามธรรมชาติอีกครั้งอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาเพียง 6 – 7 ปี นอกจากนี้ทางหน่วยวิจัยยังได้จัดทำหนังสือ ” ปลูกให้เป็นป่า : เทคนิคและวิธีการฟื้นฟูป่าเขตร้อน(2549) ” ซึ่งเป็นหนังสือที่รวบรวมเกี่ยวกับเทคนิคและวิธีการพรรณไม้โครงสร้างสำหรับโครงการฟื้นฟูป่าและการฟื้นฟูระบบนิเวศในภาคเหนือตอนบนให้กลับคืนมา สนใจสามารถ ดาวน์โหลดหนังสือปลูกให้เป็นป่าได้ที่นี่ค่ะ (11 MB)
หลักการของวิธีพรรณไม้โครงสร้าง
หลักการของวิธีพรรณไม้โครงสร้างเน้นไปที่การเร่งสร้างการฟื้นตัวตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นแนวคิดที่ว่า การทำกิจกรรมต่างๆ ทุกอย่างที่ทำขึ้นเพื่อเพิ่มหรือเร่งกระบวนการฟื้นตัวตามธรรมชาติของป่าให้กลับมาโดยเร็วที่สุด เช่น การส่งเสริมการเจริญเติบโตของกล้าไม้ธรรมชาติเดิมที่มีอยู่ และทำให้กล้าไม้ในพื้นที่เพิ่มมากขึ้น การปกป้องลูกไม้เดิมที่มีอยู่ไม่ให้ได้รับอันตรายต่างๆ เช่น การแข่งขันกับวัชพืช สัตว์เลี้ยง สัตว์ป่า หรือไฟป่า เป็นต้น ร่วมกับการปลูกเพื่อฟื้นฟูป่าควบคู่กันไป โดยการคัดเลือกพรรณไม้ที่มีอยู่ในท้องถิ่นบางชนิด ที่มีคุณสมบัติทำให้ทำให้ได้สภาพป่าที่สมบูรณ์กลับคืนมาภายในระยะเวลาที่รวดเร็ว และยังเป็นการเพิ่มความหลายหลายทางชีวภาพทั้งด้านชนิด และปริมาณของทั้งพรรณไม้และสัตว์ป่าด้วย โดยพรรณไม้โครงสร้าง คือ พรรณไม้ท้องถิ่นที่มีคุณสมบัติหลัก 5 ประการ ดังต่อไปนี้
คุณลักษณะของพรรณไม้โครงสร้าง
1. พรรณไม้ที่มีอัตราการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว และมีอัตราการรอดตายสูง โดยเฉพาะเมื่อนำไปปลูกในพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม
2. พรรณไม้ที่มีทรงพุ่มหนาทึบ ให้ร่มเงาบดบังวัชพืชได้ดี
3. พรรณไม้ที่มีดอกและผลที่เป็นอาหารของสัตว์ป่า เพื่อดึงดูดสัตว์ป่าซึ่งทำหน้าที่เป็นเหมือนตัวกระจายเมล็ดไม้เข้ามาสู่พื้นที่
4. พรรณไม้ที่ทนทานต่อไฟป่า
5. พรรณไม้ที่สามารถเพาะเมล็ดได้ง่าย และสามารถดูแลได้ง่ายในเรือนเพาะชำ
กลุ่มหลักของพรรณไม้โครงสร้าง
1. ไม้ตระกูลมะเดื่อ โพธิ์และไทร(20%) ซึ่งเป็นพรรณไม้ที่สามารถเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว สามารถให้ดอกและผลซึ่งเป็นอาหารของนก และสัตว์ป่านานาชนิดๆได้ตลอดทั้งปี แม้กระทั่งในฤดูแล้ง รวมทั้งยังเป็นพรรณไม้ที่มีระบบรากที่แข็งแรง สามารถช่วยป้องกันการพังทลายของหน้าดินได้
2. ไม้ตระกูลถั่วหรือไม้ที่มีเมล็ดภายในฝัก หรือที่เรียกว่ากลุ่ม Leguminosae(10 - 15%) ซึ่งเป็นพรรณไม้ที่เจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว และสามารถปรับปรุงคุณภาพดินในแปลงปลูกป่าที่มีสภาพดินเสื่อมโทรมได้ดี
3. ไม้ตระกูลที่ให้ดอก และผลที่เป็นสามารถอาหารของสัตว์ป่าชนิดต่างๆได้ (10 - 15%) และสามารถติดดอกออกผลได้ภายในเวลาอันรวดเร็วภาย( 2 - 3 ปี) ภายหลังการปลูก เพื่อดึงดูดให้นกและสัตว์ป่าต่างๆที่เป็นตัวกระจายเมล็ดไม้ให้กลับเข้ามาในพื้นที่เพื่อช่วยในการนำเมล็ดไม้ต่างๆ กลับเข้ามาในพื้นที่ปลูกป่า
4. ไม้พื้นเมืองหรือพรรณไม้ท้องถิ่น(50 - 60%) ซึ่งเป็นพรรณไม้ที่สามารถเจริญเติบโตได้ดีอยู่ในพื้นที่ปลูกป่า เพื่อที่จะทนทาน และสามารถปรับได้ดีต่อต่อสภาพดินฟ้าอากาศต่างๆ และมีโอกาสในการรอดตายสูงภายหลังการปลูก
การปลูกและดูแลพรรณไม้โครงสร้างในแปลงปลูกพรรณไม้โครงสร้าง
ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการปลูกป่าในแต่ละปีคือ ในช่วงต้นของฤดูฝน สำหรับประเทศไทย คือ กลางเดือนมิถุนายนถึงกลางเดือนกรกฎาคม เมื่อมีปริมาณฝนตกอย่างสม่ำเสมอและเพียงพอต่อการเจริญเติบโตของกล้าไม้ เนื่องการปลูกป่าในช่วงต้นฤดูฝนจะช่วยให้กล้าไม้มีเวลาที่ยาวนานในการพัฒนาระบบรากที่ลึกพอสำหรับนำน้ำมาใช้ในช่วงฤดูแล้งแรกหลังจากการปลูก สำหรับประเทศไทยช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการปลูกป่า โดยมีวิธีการปลูกและการดูแลกล้าไม้หลังการปลูก ดังต่อไปนี้
1. การเตรียมพื้นที่ก่อนการปลูกป่า โดยให้เริ่มทำการเตรียมพื้นที่ประมาณ 4 - 6 สัปดาห์ ก่อนวันปลูกป่า โดยการตัดถางวัชพืชต่างๆ ออกจากแปลงปลูกป่าทั้งหมด ให้เหลือไว้แต่กล้าไม้ตามธรรมชาติเดิมที่มีอยู่ในพื้นที่
2. ทำการปลูกพรรณไม้ที่มีคุณสมบัติเป็นพรรณไม้โครงสร้าง จำนวน 20 - 30 ชนิด/1 ไร่ ที่ความหนาแน่น 500 ต้น/ไร่ แบบสุ่มโดยไม่ต้องเรียงเป็นแถว เพื่อให้ป่าที่ทำการฟื้นฟูปมีสภาพใกล้เคียงกับธรรมชาติมากที่สุด
3. ระหว่างกล้าไม้ที่ปลูกแต่ละต้นให้มีระยะห่างประมาณ 1.8 เมตร เพื่อให้ทรงพุ่มหรือเรือนยอดของกล้าไม้เจริญเติบโตชิดกันได้อย่างรวดเร็ว เพื่อให้ร่มเงาบดบังวัชพืช รวมทั้งยังเป็นการกำจัดวัชพืชที่อยู่โดยรอบต้นไม้
4. ในช่วงตลอดฤดูฝนภายหลังจากการปลูกป่า จะต้องทำการตัดหญ้า และกำจัดวัชพืชต่างๆ ควบคู่ไปกับการใส่ปุ๋ยให้กับกล้าไม้ ทุกๆ 4 - 6 สัปดาห์ จนกระทั่งสิ้นสุดในฤดูฝนของแต่ละปี เนื่องจากในฤดูฝนหญ้า และวัชพืชต่างๆสามารถเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องทำการกำจัดวัชพืชซึ่งเป็นอุปสรรคในการเจริญเติบโตของกล้าไม้ออกไป และการใส่ปุ๋ยให้กับกล้าไม้ ก็เพื่อที่จะให้กล้าไม้ที่ปลูกสามารถเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว และเพิ่มโอกาสในการแข่งขันกับวัชพืชต่างๆ โดยให้ดูแลกล้าไม้ในแปลงปลูกป่า และทำการป้องกันไฟในฤดูแล้งของทุกๆปี อย่างน้อย 2 - 3 ปีภายหลังจาการปลูกป่า หรือจนกระทั่งกล้าไม้ที่ปลูกสามารถฟื้นตัวได้เองตามธรรมชาติแล้ว
ที่มา : หน่วยวิจัยการฟื้นฟูป่า(FORRU) คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
สามารถเยี่ยมชมเว็บไซด์ของหน่วยวิจัยการฟื้นฟูป่า(FORRU) ได้ที่นี่ค่ะ www.forru.org






















