ประวัติและความเป็นมาของ ” ศรีแพร “
” ศรีแพร “ เป็นช้างสาว อายุประมาณ 28 ปี ซึ่งเดิมอาศัยอยู่ในเขตอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ในอดีตศรีแพรทำงานลากไม้อยู่ในปางช้างแห่งหนึ่งบริเวณชายแดนไทย-พม่า จนกระทั่งเมื่อ 3 ปีก่อนในระหว่างทำงานลากไม้ ศรีแพรได้ไปเหยียบถูกกับระเบิดที่ฝังไว้ใต้ดิน จนทำให้ได้รับบาดเจ็บที่เท้าซ้ายด้านหน้าอย่างหนัก จึงได้ถูกนำตัวมาดูแล และรักษาบาดแผลที่เท้าอยู่ที่โรงพยาบาลช้างสุรินทร์ จากนั้นจึงมีควาญช้างซื้อตัวและนำดูแลต่อที่ศูนย์คชศึกษา(Elephant Training Center) บ้านตากลาง อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ เป็นเวลากว่า 2 ปีแล้ว ด้วยการดูแลอย่างใกล้ชิดจากสัตวแพทย์ในโรงพยาบาลช้าง ปัจจุบันอาการบาดเจ็บที่เท้าเกือบจะหายเป็นปกติดีเกือบ 90% แล้ว ซึ่งผลจากการบาดเจ็บที่เท้า ทำให้ศรีแพรไม่สามารถทำงานหนักได้อีกต่อไป แต่สามารถเดินได้คล่องแคล่วพอสมควร
ภายหลังจากการผสมพันธุ์หลายครั้ง ก็ไม่มีวี่แววว่าศรีแพรจะให้กำเนิดลูกช้างได้ ดังนั้นทางเจ้าของจึงตัดสินใจที่จะขายให้กับทางมูลนิธิพาช้างกลับบ้าน และชุมชนบ้านไผ่ใหญ่ เพื่อนำช้างไปดูแลต่อไป ประกอบกับทางเจ้าของช้างเอง เมื่อได้รับทราบถึงแนวทางในการดูแลช้างของมูลนิธิพาช้างกลับบ้าน ที่จะนำช้างศรีแพรไปอาศัยอยู่อย่างอิสระตามธรรมชาติ ร่วมกับช้างเชือกอื่นที่มีอยู่เดิม ที่อุทยานลำน้ำมาศ ซึ่งมีภูมิทัศน์ที่สวยงาม มีป่าตามธรรมชาติและแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์ตลอดทั้งปี ซึ่งเหมาะจะเป็นบ้านแห่งใหม่สำหรับช้างเป็นอย่างมาก โดยจะไม่มีการนำช้างไปทำงานอย่างหนักอีกต่อไป รวมทั้งไม่มีการแสดงโชว์ช้างต่างๆ และไม่มีการอนุญาติให้ขี่ช้างเดินป่าด้วย แต่จะเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับช้างแทน ซึ่งทางเจ้าของช้างเองก็ได้เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ จึงยินดีที่จะขายช้างศรีแพรให้กับทางมูลนิธิฯ ด้วยความเต็มใจ
จะพบว่าบริเวณเนื้อเท้าซ้ายด้านที่หายไปบางส่วนจากแรงระเบิด แต่ก็นับว่ายังเป็นโชคดีที่ศรีแพรสามารถเดินได้คล่องแคล่วใกล้เคียงกับช้างปกติ เพียงแต่จะเดินได้ช้ากว่า ในขณะที่แผลที่เท้าก็กำลังดีวันดีคืน โดยไม่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิดทุกวันเหมือนแต่ก่อนแล้ว
บันทึกเรื่องราวความเป็นมาในการช่วยเหลือช้างศรีแพร
ในวันที่ 30 เม.ย 2552 ทางมูลนิธิพาช้างกลับบ้าน ร่วมกับตัวแทนจากชุมชนบ้านไผ่ใหญ่และบ้านไผ่น้อย และเจ้าหน้าที่จาก PDA ศูนย์ลำปลายมาศ ได้เดินทางไปตรวจสอบช้างศรีแพรร่วมกัน ที่ศูนย์คชศึกษา บ้านตากลาง อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ เพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมอีกครั้งก่อนการตัดสินใจในการซื้อช้าง พร้อมทั้งเตรียมการในเรื่องเอกสารต่างๆเกี่ยวกับช้าง และการเตรียมการเคลื่อนย้ายช้างจากจังหวัดสุรินทร์มายังบุรีรัมย์ให้เป็นที่เรียบร้อย ก่อนที่จะดำเนินการจริงในวันเสาร์ที่ 3 พ.ค 2552 ต่อไป
ซึ่งจากการได้พบกันครั้งแรกของกลุ่มเยาวชนบ้านไผ่ใหญ่ที่เดินทางไปตรวจสอบช้างศรีแพรกับทางมูลนิธิฯ พบว่าเด็กเยาวชนให้ความรักใคร่เอ็นดูต่อช้างเป็นอย่างยิ่ง โดยมีการนำกล้วย แตงกวา และผลไม้อื่นไปป้อนให้กับช้างด้วย นอกจากนี้ยังมีผู้สูงอายุท่านหนึ่งในชุมชนบ้านไผ่ใหญ่ที่ได้เดินทางไปกับเราด้วยได้เสนอที่จะให้นำกล้วย ผลไม้อื่นๆ รวมทั้งหญ้าสำหรับเลี้ยงช้างจากสวนของท่านไปเป็นอาหารสำหรับช้างทั้งสองเชือก โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายด้วย ซึ่งทางมูลนิธิฯ ซาบซึ้งในความมีน้ำใจของชาวบ้านในชุมชนทุกๆคนเป็นอย่างยิ่ง และเห็นว่าชุมชนเองก็มีความต้องการที่จะดูแลศรีแพรอย่างจริงจังด้วย
วันเดินทางไปรับช้าง
เริ่มตั้งแต่เช้าตรู่ของวันที่ 3 พ.ค 52 ประมาณ 5.00 น. หรือตี 5 ทางมูลนิธิพาช้างกลับบ้าน ตัวแทนจากชุมชนบ้านไผ่ใหญ่และไผ่น้อย และตัวแทนจาก PDA ได้เดินทางออกจากจังหวัดบุรีรัมย์พร้อมๆกัน โดยใช้รถจำนวน 3 คัน มุ่งหน้าไปยังศูนย์คชศึกษาบ้านตากลาง อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ ซึ่งทุกๆคนมีท่าทีตื่นเต้นมากในการเดินทางไปรับช้างร่วมกันในครั้งนี้ เมื่อไปถึงศูนย์ฯ ในเวลาประมาณ 7.30 น. ควาญช้างได้พยายามนำช้างศรีแพรขึ้นไปในรถบรรทุกที่เตรียมไว้ แต่มันไม่ง่ายอย่างที่คิดเลย เนื่องจากช้างศรีแพรมีท่าทีตระหนกตกใจ และพยายามวิ่งหนี โดยไม่ยอมขึ้นรถตามที่ควาญช้างสั่ง นอกจากนี้ศรีแพรยังร้องคำรามเสียงดังด้วยความตกใจกลัวจนทำให้ช้างเชือกอื่นๆภายในศูนย์ส่งเสียงร้องตามด้วยความตกใจด้วยเช่นกัน จนดังระงมไปทั่วบริเวณของศูนย์ ในขณะที่ควาญช้างก็พยายามอย่างหนักที่จะวิ่งตามช้างเพื่อนำช้างขึ้นรถให้ได้ จนทำให้เกิดความอลม่านอยู่นานนับ 30 นาที ควาญช้างจึงได้มีการใช้ตะขอสับเข้าที่บริเวณศรีษะของช้างจนเลือดออก เนื่องจากไม่สามารถควบคุมช้างได้เลย จนในที่สุดได้มีการนำช้างอีกเชือกหนึ่ง คือ ช้างบัวบาน ซึ่งเป็นช้างที่คุ้นเคยกับการเดินทางขึ้นรถไปแสดงตามงานต่างๆ ได้ขึ้นไปบนรถเป็นเพื่อนกับศรีแพร จนทำให้ศรีแพรยอมเดินขึ้นรถบรรทุกแต่โดยดี จากนั้นจึงมีการล่ามโซ่ช้างศรีแพรไว้กับรถอย่างหนาแน่น เพื่อป้องกันการดิ้นหนีลงจากรถไปอีก รวมทั้งมีการผลไม้จำนวนมากไปไว้บนรถเพื่อให้ช้างได้เพลิดเพลินกับการกินอาหารตลอดการเดินทาง หลังจากที่ได้พยายามกันนานประมาณ 40 นาที จึงได้เริ่มเดินทางออกจากศูนย์ฯ เพื่อมุ่งหน้าไปยังจังหวัดบุรีรัมย์ต่อไป
ตลอดการเดินทางนั้น ช้างศรีแพรพยายามดิ้นรนและปีนหนีออกมาตลอดเวลา จนกระทั่งเหนื่อยอ่อนและหมดแรงไปเอง ซึ่งทางคุณอังตัวเน็ต ผู้อำนวยการมูลนิธิพาช้างกลับบ้าน คุณร๊อบ อาสาสมัครชาวเนเธอร์แลนด์ รวมทั้งควาญช้างคนใหม่และควาญช้างเดิม ได้ร่วมเดินทางไปกับรถบรรทุกช้างด้วยจนกระทั่งถึงอุทยานลำน้ำมาศ จ.บุรีรัมย์ ในเวลาประมาณ10.30 น. ซึ่งตลอดการเดินทางทุกคนรู้สึกสงสารช้างศรีแพรมาก เนื่องจากโดยตีด้วยตะขอจนเลือดอาบน้ำ และโดนลงโทษจากควาญช้าง แต่หลังจากนี้ไปชีวิตของช้างศรีแพรคงจะดีขึ้นหลังจากที่ได้มาอยู่ที่ชุมชนบ้านไผ่ใหญ่แล้ว เพราะว่าจะไม่ต้องทุกข์ทรมานจากการเดินทางอีก จะไม่มีการบังคับให้ไปที่ไหนอีกแล้ว รวมทั้งจะไม่มีการใช้ตะขอบังคับ หรือทำร้ายอีกต่อไปแล้ว
ภายหลังจากการเดินทางตลอดระยะเวลานานกว่า 3 ชั่วโมงจากศูนย์คชศึกษา บ้านตากลาง อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ ในที่สุดศรีแพร ก็เดินทางมาถึงยังอุทยานลำน้ำมาศ อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ ในตอนสายของวันเสาร์ที่ 3 พ.ค 2552 โดยทางชุมชนทั้งบ้านไผ่ใหญ่และบ้านไผ่น้อย ที่นำโดยผู้ใหญ่บ้านของทั้ง 2 หมู่บ้านได้เตรียมการต้อนรับช้างอย่างยิ่งใหญ่ โดยทันทีที่มาถึง ช้างศรีแพรสามารถเดินลงมาจากรถบรรทุกได้อย่างสบายๆ และได้เดินเข้าไปหาชาวบ้านที่มาเฝ้าคอยศรีแพรตั้งแต่ช่วงเช้าด้วยความตื่นเต้น พร้อมกับได้เตรียมอาหารจำพวกกล้วยและแตงโม พร้อมกับน้ำดื่มมาให้กับช้างศรีแพรด้วย

ศรีแพรขณะก้าวลงมาจากรถบรรทุกด้วยท่าทีประหม่า และตื่นเต้นกับสถานที่อยู่แห่งใหม่อยู่พอสมควร
สำหรับในช่วงวินาทีที่น่าตื่นเต้น และสุดแสนจะประทับใจนั้น เริ่มต้นจากการที่ควาญช้างจึงพาศรีแพรเดินออกจากฝูงชนเพื่อเดินเข้าไปบริเวณป่าชุมชนริมลำน้ำมาศเพื่อให้ช้างศรีแพรทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ คือ ช้างนกน้อย ซึ่งได้อาศัยอยู่ที่นี่ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ปี 2551 มาก่อนหน้านี้แล้ว และได้มีการนำผลไม้นานาชนิดจำนวนมากไปกองรวมกันเพื่อให้ช้างทั้ง 2 เชือกได้รับประทานร่วมกัน ซึ่งในทันทีที่ช้างศรีแพรได้พบกับช้างนกน้อย ศรีแพรซึ่งแสดงอาการอยากรู้อยากเห็นมากได้พยายามที่จะเอางวงทักทายไปสัมผัสเพื่อทำความรู้จักอย่างเป็นมิตร และเดินเข้าไปหาเพื่อหยอกล้อเล่นกับนกน้อย แต่ในขณะที่นกน้อยยังค่อนข้างจะยังไม่คุ้นเคยกับเพื่อนใหม่เท่าใดนัก จึงพยายามถอยห่างออกไปสังเกตุการณ์อยู่ห่างๆ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจ เนื่องจากทุกอย่างต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่งในการที่ช้างทั้งสองจะปรับตัวเข้าหากัน เนื่องจากสังคมของช้างเป็นสัตว์ที่ต้องการอยู่รวมกันเป็นกลุ่มอยู่แล้ว ซึ่งเรามั่นใจว่าในเร็ววันนี้ช้างทั้ง 2 เชือกจะสนิทสนมกันมากขึ้นในการอยู่ร่วมกัน และดูแลซึ่งกันและกันต่อไปในอนาคต
ศรีแพร และนกน้อยรับประทานผลไม้จำนวนมากที่ชาวบ้านนำมาเลี้ยงอย่างอิ่มอร่อย
หลังจากที่ช้างทั้ง 2 เชือกได้ทักทายกันแล้ว ได้มีผู้สูงอายุจากทั้ง 2 ชุมชน ได้เข้ามาประพรมน้ำมนต์เพื่ออวยพรแก่ช้างทั้ง 2 เชือกด้วย รวมทั้งได้มีการนำเอาพวงมาลัยที่ทำจากดอกเบญจมาศสีเหลืองอร่าม และพวงมาลัยที่ทำจากกล้วยและผลไม้ต่างๆ ไปคล้องคอช้างทั้ง 2 เชือกด้วย เพื่อแสดงการต้อนรับช้างอย่างเป็นทางการด้วย ท่ามกลางชาวบ้านที่เข้ามารุมล้อมเพื่อสัมผัสและป้อนอาหารให้ช้าง และผลัดกันมาถ่ายรูปคู่กับช้าง โดยเฉพาะเด็กเล็กๆ ที่ดูตื่นเต้นมากเป็นพิเศษที่ได้เล่นกับช้างทั้ง 2 เชือกอย่างใกล้ชิด ช่างเป็นภาพที่งดงามและน่าประทับใจมาก
ชาวบ้านในชุมชนบ้านไผ่ใหญ่และบ้านไผ่น้อยต่างพากันมาต้อนรับ และประพรมน้ำมนต์เพื่อเป็นสิริมงคลให้กับนกน้อย และศรีแพร
สิงหาคม 2552 - ปัจจุบัน
ช้างนกน้อย และศรีแพร ได้ย้ายมาอาศัยอยู่อย่างอิสระเสรีในป่าตามธรรมชาติบนเกาะพระ โดยไม่มีโซ่ล่ามอีกต่อไปแล้ว หลังจากที่ช้างได้ย้ายมาอยู่ที่บ้านใหม่แห่งนี้ ทำให้ช้างมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและมีความสุขมากขึ้น เนื่องจากที่นี่มีต้นไม้ตามธรรมชาติอยู่มาก ซึ่งช้างสามารถไปพักอาศัยหลบแดดหลบฝนได้ รวมทั้งบนเกาะนี้ยังมีหญ้านานาชนิด และต้นไผ่ซึ่งที่เป็นอาหารอย่างดีของช้างอยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้ทั้งนกน้อยและศรีแพรมีอาหารการกินที่อุดมสมบูรณ์มากกว่าเดิม













