ประมวลภาพกิจกรรมปลูกป่าให้ช้าง ณ เขตฯ สลักพระ จ.กาญจนบุรี ในเดือน ก.ค - ส.ค 54
ตลอดทั้งเดือนกรกฎาคม และสิงหาคม 2554 ที่ผ่านมา ทางมูลนิธิพาช้างกลับบ้าน ต้องขอบคุณอาสาสมัครกลุ่มต่างๆ ที่ได้มาร่วมกิจกรรมปลูกป่าให้ช้าง ณ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ อ.เมือง จ.กาญจนบุรี จนแล้วเสร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ คือ 12,000 - 15,000 กล้าไม้ต่อปี ให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี นอกเหนือไปจากการปลูกป่าเพื่อเป็นแหล่งอาหารตามธรรมชาติ และที่อยู่อาศัยของช้างป่าแล้ว ในปีนี้ทางเรายังได้เพิ่มเติมกิจกรรมอื่นๆ อันจะเป็นประโยชน์ต่อสัตว์ป่าชนิดอื่นๆ เข้าไปด้วย เช่น การทำโป่งดินเทียมสำหรับเป็นอาหารเสริมสำหรับช้างป่าและสัตว์ป่าชนิดอื่นๆที่อาศัยอยู่ที่นี่ รวมทั้งการทำฝายจากวัสดุธรรมชาติเพื่อเป็นแหล่งเก็บกักน้ำในบริเวณลำห้วยที่ติดกับแปลงปลูกป่า และเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นในแหล่งน้ำตามธรรมชาติ เพื่อจะได้มีแหล่งน้ำไว้ให้สัตว์ป่าได้ดื่มกินในช่วงฤดูแล้งที่จะมาถึงนี้ อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าการปลูกป่าใหญ่ประจำปี 2554 จะแล้วเสร็จแล้ว แต่ทางมูลนิธิฯ ยังคงต้องมีการปลูกกล้าไม้เสริมเข้าไปเพื่อทดแทนบางส่วนที่ตายไปในช่วงต้นฤดูฝน รวมไปถึงการดูแลกล้าไม้ที่ปลูกไปแล้วกว่า 12,000 ต้นอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าต้นไม้ที่ปลูกไปแล้วจะสามารถเจริญเติบโตได้ดี สามารถแข่งขันกับวัชพืชต่างๆในพื้นที่ได้ และสามารถฟื้นกลับมาเป็นป่าตามธรรมชาติให้กับช้างป่าได้ในเวลาอันรวดเร็ว ดังนั้นตลอดทั้งปี ทางเราจึงยังคงต้องการอาสาสมัครที่จะเข้ามาทำกิจกรรมอื่นๆ ที่นอกเหนือไปจากการปลูกป่า(ที่ส่วนใหญ่จะทำในช่วงต้นฤดูฝน) เช่น การดูแลกล้าไม้ในแปลงปลูกป่า(การตัดหญ้าและใสปุ๋ย) การทำแนวกันไฟรอบแปลงปลูกป่าในฤดูแล้งของทุกปี การทำกิจกรรมในเรือนเพาะชำ รวมไปถึงกิจกรรมอื่นๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อช้างป่าและสัตว์ป่าชนิดอื่นๆ เช่น การทำโป่งดินเทียม และฝาย เป็นต้น ดังนั้นหากอาสาสมัครกลุ่มใดที่สนใจจะมาทำกิจกรรมที่นี่สามารถติดต่อสอบถามได้ที่มูลนิธิฯ ตาม E-mail นี้ค่ะ dutsadee.nilubol@bring-the-elephant-home.org
ทางมูลนิธิฯ ขอบคุณอาสาสมัครจากหน่วยงานต่างๆที่มีส่วนช่วยกันในการปลูกป่าให้ช้างกับทางโครงการ ตลอดทั้งเดือนกรกฎาคม และสิงหาคม 2554 ที่ผ่านมา ดังต่อไปนี้ บริษัทประชาอาภรณ์จำกัด(มหาชน) บริษัท CAEASIA กลุ่มเจ้าหน้าที่และข้าราชการจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน บริษัท IBM (สำนักงานใหญ่) และกลุ่มจิตอาสาจากบริษัทต่างๆในกรุงเทพ รวมกันแล้วจำนวนหลายร้อยท่าน โดยท่านสามารถคลิกเพื่อดูประมาลภาพกิจกรรมต่างๆ ได้ที่ด้านล่างนี้
วันที่ 30 ก.ค 2554 กิจกรรมปลูกเสริมป่าให้ช้าง จำนวนกว่า 6,000 กล้าไม้
กลุ่มอาสาสมัครจากบริษัทประชาอาภรณ์ จำกัด(มหาชน)
กลุ่มเจ้าหน้าที่และข้าราชการจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน
พรรณไม้ท้องถิ่นสำหรับปลูกเสริมป่า ทั้งหมดกว่า 6,000 กล้าไม้
สภาพภายในแปลงปลูกป่า ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่โล่งสลับกับดงไผ่หนามขนาดใหญ่
อาสาสมัครช่วยกันปลูกกล้าไม้กันอย่างขยันขันแข็งท่ามกลางอากาศที่ร้อนจัด
กล้าไม้ท้องถิ่น จำนวน 15 ชนิด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นไม้ผลที่เป็นอาหารของสัตว์ป่า ได้ถูกนำมาปลูกในพื้นที่เดียวกันเพื่อให้มีความหลากหลายของพรรณไม้ในพื้นที่
วันที่ 27 สิงหาคม 2554 กิจกรรมปลูกเสริมป่า จำนวน 1,500 ต้น การทำโป่งดิมเทียม และฝายเก็บกักน้ำ
อาสาสมัครจากบริษัท IBM ช่วยกันปลูกกล้าไม้เป็นคู่
เจ้าหน้าที่ของโครงการเดินตรวจสอบไปรอบๆแปลงปลูกเพื่อใส่ปุ๋ยให้กับกล้าไม้ทั้งหมดที่อาสาสมัครปลูกเสร็จแล้ว
สภาพกล้าไม้ที่ปลูกเสริมไปแล้วทั้งสิ้นกว่า 1,500 กล้าไม้
อุปกรณ์หลักสำหรับทำโป่งดินเทียม เพื่อเป็นแหล่งธาตุอาหารเสริมให้กับช้างป่าและสัตว์ป่าชนิดอื่นๆ ประกอบไปด้วยเกลือแกงชนิดเม็ด และก้อนแร่ธาตุ(ส่วนใหญ่เป็นแร่ธาตุที่จำเป็นสำหรับสัตว์ป่า เช่น แคลเซี่ยม )
อาสาสมัครจากบริษัท IBM ช่วยกันขุดหลุมในบริเวณโป่งดินเทียมอันเดิมให้มีขนาดใหญ่และลึกมากขึ้น ก่อนจะมีการเติมเกลือแกง และก้อนแร่ธาตุเพื่อจะนำไปผสมคลุกเคล้าให้เข้ากับดิน และเติมน้ำเข้าไปเป็นขั้นตอนสุดท้ายเพื่อให้เกลือแร่และแร่ธาตุต่างๆละลายซึมลงไปในดิน และเมื่อฝนตกลงมาแร่ธาตุก็จะละลายจนเป็นเนื้อเดียวกับดิน ก็จะเป็นแหล่งอาหารเสริมให้กับสัตว์ป่าได้
สภาพของโป่งดินเทียมที่เต็มไปด้วยแร่ธาตุอาหารต่างๆ ที่พร้อมจะเป็นแหล่งอาหารเสริมของสัตว์ป่าต่อไป
อาสาสมัครนั่งรับประทานอาหารกลางวันและพักผ่อนที่ริมแม่น้ำก่อนจะเริ่มกิจกรรมการทำฝายต่อในตอนบ่าย
อาสาสมัครผู้ชายไปช่วยกันตัดไม้ไผ่ในบริเณใกล้เคียงเพื่อนำมาทำเป็นแนวกั้นลำน้ำ
ในขณะที่อาสาสมัครบางส่วนไปช่วยกันขุดดินและกรอกลงในกระสอบปุ๋ยใช้แล้วและมัดปากถุงให้แน่นด้วยเชือกฟาง
จากนั้นอาสาสมัครช่วยกันลำเลียงถุงกระสอบดินไปวางซ้อนกันตามแนวไม้ไผ่ที่ปักไว้เพื่อทำเป็นเหมือนกำแพงหรือแนวดินกั้นลำห้วย
ขั้นตอนสุดท้าย คือ การนำเอาก้อนกิน และดินมาถมทับถุงกระสอบทรายให้มิดชิดหรือให้ดูใกล้เคียงกับคันดินตามธรรมชาติมากที่สุด เพื่อไม่ให้เห็นร่อยรอยของถุงกระสอบดินซึ่งจะทำให้ช้างสะดุดตาและอาจจะมาทำความเสียหายได้




















