อาสาสมัครร่วมกันนำช้างเดินทางมายังโครงการ Elephant Jungle เป็นครั้งแรก
ภาพถ่าย และวีดีโอโดย David Terrazas เพลงประกอบโดย Nina Simone
ในระหว่างวันที่ 14 - 16 กรกฎาคม 2554 ที่ผ่านมา ทางเราได้มีการวางแผนที่จะนำช้างบางเชือกเดินทางจากศูนย์บริบาลช้างแม่แตง ไปยังโครงการ Elephant Jungle ซึ่งอยู่ตอนบนของหุบเขาแม่แตงที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกัน ระยะทางห่างจากศูนย์ฯ ประมาณ 13 ก.ม ลัดเลาะไปตามป่าธรรมชาติที่ค่อนข้างรกทึบ และเป็นเส้นทางแคบๆตามไหล่เขา ซึ่งค่อนข้างจะยากลำบากในการเดินทางไม่ใช่น้อย เพื่อเป็นการทดลองนำช้างมาอาศัยอยู่ในบ้านแห่งใหม่ที่จะที่มีลักษณะใกล้เคียงกับป่าตามธรรมชาติและอยู่ค่อนข้างห่างไกลผู้คน เพื่อจะลองดูว่าช้างจะสามารถปรับตัวเข้ากับที่อยู่ใหม่ รวมถึงการหาอาหารกินเองตามธรรมชาติได้หรือไม่ก่อนที่จะนำช้างเชือกอื่นๆมาอาศัยอยู่อย่างถาวรที่นี่ต่อไปในอนาคตอันใกล้ ในครั้งแรกนี้ ทางเราได้เลือก ” โฮป ” ช้างหนุ่มน้อยที่กำลังย่างเข้าสู่วันรุ่น และเต็มไปด้วยพลังของวัยหนุ่มที่ค่อนข้างดื้อและซุกซนมาก หลายครั้งก็ได้ทำลายข้าวของ ปั่นป่วนช้างด้วยกัน และสร้างความปวดหัวให้กับเจ้าหน้าที่ของปางช้างอยู่พอสมควร ดังนั้นทางเราจึงคิดว่าการได้พาโฮปออกมาเดินเล่นขึ้นเขาลงเขาในป่าตามธรรมชาติอาจจะทำให้เขาได้ปลดปล่อยพลังงานที่มีอยู่อย่างเหลือล้นบ้างก็เป็นได้ และแน่นอนว่าเรายังได้พา ” สาวใหญ่ ” แฟนสาวของโฮปไปด้วย เพื่อที่ทั้งคู่จะได้มีเวลาอยู่ด้วยกันตามลำพังนอกปางช้างบ้าง ราวกับว่าทริปนี้เป็นการฮันนีมูนที่สุดแสนจะโรแมนติกสำหรับทั้งคู่จริงๆ
การเดินทางใช้เวลาทั้งสิ้นประมาณ 5 ชั่วโมง ในเส้นทางที่ต้องเดินขึ้นเขาสลับกับลงเขาตลอดเวลา เพื่อที่จะพาช้างไปยังบ้านที่เป็นป่าตามธรรมชาติซึ่งควรจะเป็นบ้านที่แท้จริงของช้างต่อไปในอนาคต ซึ่ง ” โฮป ” ที่ในตอนแรกดูเหมือนจะไม่ให้ความร่วมมือในการมาเดินป่ากับเรานัก จนควาญช้างต้องออกแรงพอสมควรในการพาเดินไปอย่างช้าๆ เนื่องจากโฮปไม่อยากจากบ้านอันแสนสบายของเขาในศูนย์บริบาลช้าง แต่ทางเราก็ไม่ได้รีบร้อนเดินทางมากนัก การที่ช้างเดินได้ค่อนช้างช้า ก็ทำให้พวกเรามีเวลามากพอในการหยุดนั่งพักผ่อน กินอาหารและดื่มน้ำเป็นระยะๆ นอกจากนี้ระหว่างทางเดินเรายังได้เอาจีวรที่พระใช้ทั่วๆไปไปผูกรอบๆต้นไม้ใหญ่ในบริเวณที่เดินผ่าน ตามหลักความเชื่อของศาสนาพุทธที่คล้ายกับการบวชพระ แต่ที่เราทำคือ การบวชป่า เพื่อป้องกันการตัดไม้ทำลายป่าได้อีกทางหนึ่งเนื่องจากในพุทธศาสนาการทำลายสิ่งที่ได้บวชไปแล้วนั้นถือว่าเป็นบาปมากและชาวพุทธค่อนข้างจะเกรงกลัวและมีความเชื่อในเรื่องนี้ จึงอาจจะช่วยให้ต้นไม้ในบริเวณรอดพ้นจากเงื้อมือของพวกที่ลักลอบเข้ามาตัดไม้ทำลายป่าได้บ้าง และเมื่อเดินทางมาใกล้จะถึงพื้นที่โครงการ ซึ่งตั้งอยู่ตอนบนของดอยสูงบนหุบเขาแม่แตงแล้ว ช้างทั้งคู่ต่างรีบเดินจ้ำเพื่อเข้าไปกินหญ้าอ่อนที่ขึ้นอยู่ระหว่างทาง ในขณะที่อาสาสมัครที่เดินมาด้วยกันต่างก็ทั้งเหนื่อยและร้อน จึงรีบตรงรี่ไปยังน้ำตกที่อยู่ใกล้ๆ กันเพื่อเล่นน้ำและดำผุดดำว่ายเพื่อคลายร้อนกันอย่างสบายอารมณ์ มันช่างเป็นการสิ้นสุดการเดินทางของวันที่ช่างผ่อนคลายอริยบทจริงๆ
ในที่สุด หลังจากเดินทางกว่าค่อนวัน ทั้งอาสาสมัครและช้างทั้ง 2 เชือกก็มาถึงยังโครงการ Elephant Jungle ในเวลาประมาณ 15.00 น. อย่างที่ได้ตั้งใจไว้ แม้ว่าจะมีเวลาอยู่ที่นี่เพียง 3 วันเท่านั้นสำหรับการเดินทางมาในครั้งแรกนี้ ซึ่งมันก็ยังคงห่างไกลจากการที่จะนำช้างมาอาศัยอยู่อย่างถาวรในป่าตามธรรมชาติภายในโครงการ แต่เรายังคงต้องใช้เวลาพอสมควรในการแก้ไขปัญหาต่างๆ อีกหลายประการกว่าจะบรรลุเป้าหมายที่ตั้งใจ แต่อย่างน้อยก็ถือว่าครั้งนี้เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นที่สำคัญอีกก้าวหนึ่ง
สำหรับ “โฮป” ช่างน้อยวัยรุ่นผู้ไม่เคยหยุดนิ่งอยู่กับที่ได้นาน แสดงทีท่าราวกับว่าที่นี่เป็นบ้านของเขาแล้ว โดยโฮปกับสาวใหญ่มักจะพากันเดินสำรวจไปรอบๆโครงการและบริเวณรอยต่อที่ติดกับป่าธรรมชาติไปด้วยกัน ซึ่งตอนนี้ในพื้นที่โครงการเต็มไปด้วยต้นกล้วยป่าจำนวนมาก ซึ่งเป็นอาหารอันโอชะของช้างเลยทีเดียว และต้นกล้วยที่อยู่ใกล้กับแปลงปลูกผักปลอดสารพิษของเราก็โดนทั้งคู่จัดการดึงทั้งโคนทั้งต้นออกมากินด้วยกันอย่างเอร็ดอร่อยด้วยกัน สำหรับเราแล้วไม่ถึงกับกังวลมากนักหากช้างจะมาทำลายพืชผักที่เราได้ปลูกไว้ เพราะการที่ช้างได้ดึงต้นกล้วยออกไปกินบ้าง อย่างน้อยก็ทำให้แปลงผักที่อยู่ด้านล่างได้รับแสงแดดมากขึ้น และมูลที่ช้างได้ถ่ายไว้ในนี้ก็สามารถเป็นปุ๋ยชีวภาพอย่างดีให้กับแปลงผักของเราด้วย
ในตอนเย็น ควาญช้างได้นำช้างทั้งสองออกไปเล็มหญ้าอ่อนที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในบริเวณนี้ ส่วนในตอนกลางคืนเพื่อความปลอดภัยของทั้งคู่จึงจำเป็นที่จะต้องมีการล่ามโซ่ไว้กับต้นไม้ในป่าด้านหลังบ้านพัก และเพื่อให้ควาญช้างได้พักผ่อนนอนหลับแบบไม่ต้องกังวลมากด้วย เย็นวันนั้น หลังจากรับประทานอาหารเย็นและนั่งคุยกันตามสมควรแล้ว ทุกคนที่ร่วมเดินทางต่างรีบเข้านอนกันค่อนข้างเร็วกว่าปกติเนื่องจากความเหนื่อยล้าในการเดินป่ามาทั้งวัน อีกทั้งต้องเก็บแรงไว้สำหรับการปลูกป่าในวันรุ่งขึ้นด้วย
ภายหลังจากที่อาสาสมัครและช้างได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันที่บนดอยในป่าตามธรรมชาติโครงการ Elephant Jungle เป็นเวลา 2 คืน ในรุ่งเช้าวันที่ 3 ทางเราจึงได้นำช้างเดินทางกลับไปยังศูนย์บริบาลช้างแม่แตงโดยใช้เส้นทางเดิมที่ลัดเลาะไปในป่าตามธรรมชาติ แต่ตอนเดินทางกลับเราใช้เวลากันแค่ 3 ชั่วโมงเท่านั้น เนื่องจากช้างทั้งคู่คุ้นเคยเส้นทางแล้ว และต่างเดินกันอย่างรวดเร็วเพื่อจะรีบกลับไปเจอครอบครัวของพวกเขาที่อยู่ในปางช้าง เรียกว่าเดินจำอ้าวจนทิ้งพวกเราไปจนลับสายตา จึงทำให้พวกเราต้องเร่งฝีเท้าเดินตามช้างกันด้วยจนแทบจะไม่มีเวลาได้นั่งพักเลย แต่ตอนขากลับค่อนข้างจะลำบากกว่าตอนเดินทางมา เนื่องจากอาสาสมัครหลายคนโดนแตนรุมต่อยได้แผลไปคนละหลายแผล บางคนลื่นหกล้มระหว่างทางต้องเดินกระเผลกและข้อเท้าบวม สภาพตอนที่หลายคนได้เดินผ่านประตูศูนย์ฯ เข้ามาที่เห็นได้ชัดคือ แต่ละคนดูเหนื่อยล้า เสื้อผ้าสกปรกเลอะเทอะไปด้วยดินโคลน มีทั้งรอยหนามและไผ่เกี่ยวเป็นแผลทั้งแขนและขาหรือใบหน้า และบางคนมีรอยแตนต่อยหลายแผล แต่มันก็ช่างเป็นการเดินทางร่วมกับช้างที่คุ้มค่ามาก และถือเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำเลยทีเดียว พบกันใหม่สำหรับการเดินป่ากับช้างในครั้งหน้า หากท่านใดสนใจที่จะร่วมเดินทางและมีประสบการณ์ที่น่าประทับใจไปกับเรา สามารถติดตามจาก Elephant Jungle page ของมูลนิธิฯ หรือ ต่อสอบถามได้ที่ info@bring-the-elephant-home.nl







