ช้างตัวแรกพร้อมแล้วที่จะเดินทางมาผจญภัยยังโครงการ Elephant Jungle

ในช่วงปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นช่วงเริ่มเข้าสู่กลางฤดูฝนแล้วเนื่องจากปีนี้ฝนตกเร็วกว่าทุกปี(เริ่มตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน 54) ทางมูลนิธิฯ และอาสาสมัครจาก Elephant Nature Park จึงได้ร่วมกันปลูกป่าเป็นประจำทุกสัปดาห์ จนแล้วเสร็จไปประมาณ 500 ต้นแล้ว แต่ในเรือนเพาะชำของโครงการยังคงมีพรรณไม้ที่พร้อมปลูกอีกจำนวนกว่า 4,000 - 5,000 กล้าไม้ สำหรับจะนำมาปลูกฟื้นฟูป่าในฤดูฝนนี้ ซึ่งพรรณไม้จากโครงการส่วนใหญ่ทางเราเพาะจากเมล็ดไม้ป่าที่เก็บจากป่าธรรมชาติที่อยู่ใกล้เคียงตั้งแต่หลายเดือนก่อนจนกระทั่งกล้าไม้มีขนาดที่เหมาะสมและพร้อมที่จะนำไปปลูกเพื่อจะทำให้สภาพป่าซึ่งจะเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งหากินของช้างต่อไปในอนาคตกลับมามีอุดมสมบูรณ์ใกล้เคียงกับสภาพเดิมก่อนที่จะถูกทำลายได้อย่างรวดเร็วที่สุด  

ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2553 เป็นต้นมาที่ทางมูลนิธิฯ ได้เข้ามาพัฒนาโครงการ Elephant Jungle ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านป่าเมี่ยง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ อย่างจริงจัง และได้มีกิจกรรมต่างๆมากมายเกิดขึ้นภายในโครงการนอกเหนือไปจากโครงการหลัก คือ โครงการฟื้นฟูป่าให้ช้าง เช่น การก่อสร้างอาคารจัดแสดงข้อมูลของโครงการและเก็บเมล็ดไม้ที่ทำจากอิฐดินและกระสอบทราย รวมทั้งการใช้วัสดุจากธรรมชาติให้มากที่สุด(โดยน้ำพักน้ำแรงของอาสาสมัครแทบทั้งสิ้น) ซึ่งการก่อสร้างใช้เวลานานกว่า 6 เดือนจนใกล้จะเสร็จสมบูรณ์และดูสวยงามกลมกลืนกับธรรมชาติมากทีเดียว โดยในสัปดาห์หน้า ทางเราจะนำอาสาสมัครจาก ENP มาช่วยกันฉาบปูนทับด้านนอกอาคาร การทาสีภายนอกเพิ่มเติม และตกแต่งด้านในอาคารให้สวยงามพร้อมใช้งาน  นอกจากนี้เรายังมีอ่างเก็บน้ำสำรองบนเขาและระบบท่อส่งน้ำกระจายไปยังจุดต่างๆภายในโครงการที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว ซึ่งจะทำให้เรามีน้ำใช้ได้ตลอดทั้งปี และทางเราก็จะสามารถปลูกป่า และมีน้ำรดกล้าไม้ได้ตลอดเวลาแม้ว่าจะเป็นช่วงฤดูแล้ง

สำหรับกล้าไม้ที่ปลูกเมื่อ 2 ปีก่อน ปัจจุบันบางต้นสูงกว่า 3 เมตรแล้ว บริเวณโดยรอบโครงการดูมีพื้นที่สีเขียวเพิ่มมากขึ้นและมีความหลากหลายของพรรณไม้มากกว่าปีก่อนอย่างเห็นได้ชัด และช่วงก่อนฤดูฝนนี้ มูลนิธิฯ และ อบต. ได้ซ่อมแซมและปรับปรุงถนนลูกรังที่เป็นทางขึ้นมายังโครงการ โดยเฉพาะโค้งอันตรายหลายโค้งที่ข้ามลำธารเล็กๆให้มีสภาพดีกว่าปีก่อน จึงทำให้ช่วงต้นฝนที่ผ่านมาการขับรถไปยังโครงการมีควาสะดวกมากขึ้น เหลือเพียงบางช่วงที่ยังต้องปรับปรุงอยู่ แต่ภายหลังจากที่ฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องเมื่อสองสัปดาห์ก่อน ถนนก็เริ่มกลับมาสู่สภาพที่เต็มไปด้วยโคลนเฉอะแฉะ และลื่นมาก จึงทำให้การขับรถขึ้นไปยังโครงการในช่วงเวลานี้เต็มไปด้วยความยากลำบากอีกครั้ง แต่เมื่อคิดไปแล้วบางทีมันก็มีข้อดีเหมือนกันในการเดินทางมายังโครงการค่อนข้างยากลำบาก เพราะอย่างน้อยมันก็จะทำให้ป่าตามธรรมชาติยังคงอยู่ในสภาพเดิมโดยไม่ถูกบุกรุกหรือถูกรบกวนให้เสียสภาพเดิมตามธรรมชาติอย่างรวดเร็วจนเกินไป

หลังจากที่ได้มีการฟื้นฟูป่าและเตรียมความพร้อมของพื้นที่เป็นระยะเวลากว่า 6 เดือนแล้ว ตอนนี้ทางโครงการ Elephant Jungle ก็มีความพร้อมแล้วในการจะนำช้างเชือกแรกมาทดลองอาศัยอยู่ในป่าตามธรรมชาติภายในโครงการแห่งนี้เป็นระยะเวลาสั้นๆ ก่อนเพื่อศึกษาดูความเหมาะสมต่อไป  โดยสัปดาห์หน้าที่จะถึงนี้(ระหว่างวันที่ 13 - 15 ก.ค 54) ทางมูลนิธิฯ และอาสาสมัครจากศูนย์บริบาลช้างแม่แตง จะทดลองนำ “โฮป” ช้างหนุ่มเลือดร้อน และแฟนสาว “สายใย” เดินลัดเลาะข้ามเขาจากศูนย์ฯ มายังโครงการ Elephant Jungle ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม และให้ช้างทั้ง 2 ได้ใช้เวลาด้วยกันในป่าธรรมชาติภายในโครงการประมาณ 3 วัน ก่อนแล้วจึงเดินทางกลับศูนย์ฯ โดยใช้เส้นทางเดิม เพื่อให้ช้างได้เรียนรู้ และปรับตัวกับการใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรีในป่าที่มีความใกล้เคียงกับป่าตามธรรมชาติมากที่สุดโดยที่ไม่มีคนมารบกวนมากนัก ในขณะเดียวกันทางมูลนิธิฯ ก็จะได้สังเกตพฤติกรรม และการปรับตัวในการใช้ชีวิต การหาอาหาร การกินอยู่หลับนอนโดยไม่ต้องมีคนมาดูแลอย่างใกล้ชิดมากเหมือนแต่ก่อนได้หรือไม่  รวมทั้งการให้ชาวบ้านที่อยู่โดยรอบโครงการ จะได้มีโอกาสสร้างความคุ้นเคยกับการที่จะมีช้างมาอาศัยอยู่ในพื้นที่นี้ก่อนอย่างค่อยเป็นค่อยไป และได้มีความเข้าใจในการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับช้าง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการต่อต้านหากจะมีการย้ายช้างมาอาศัยอยู่ที่นี่อย่างถาวรในอนาคตอันใกล้ต่อไป

โดยท่านสามารถคลิกด้านล่างเพื่อดูประมวลภาพกิจกรรมต่างๆภายในโครงการ Elephant Jungle

พรรณไม้ท้องถิ่นที่ผลิตจากเรือนเพาะชำของโครงการสำหรับจะนำมาปลูกป่าให้ช้างในเดือน ก.ค 54 นี้

เจ้าหน้าที่ของมูลนิธิฯ ปลูกป่าร่วมกับอาสาสมัครจากศูนย์บริบาลช้าง เป็นประจำทุกสัปดาห์ตั้งแต่ปลายเดือน มิ.ย 54 เป็นต้นมา จำนวนกว่า 500 ต้น

อาสาสมัครจาก ISV ช่วยกันซ่อมถนนที่ขึ้นไปยังแปลงปลูกป่า

ส่วนฐานของอาคารบ้านดินทำจากซีเมนต์ที่มีความแข็งแรงมาก และใช้กระสอบทรายก่อเป็นฐานของบ้าน ก่อนจะนำก้อนดินมาเรียงด้านบนเพื่อนำมาเป็นตัวอาคาร

อาสาสมัครช่วยกันนำเอาดินโคลนมาฉาบรอบผนังอาคารด้านใน ก่อนจะทาสีเพื่อเพิ่มความสว่างให้กับด้านในอาคาร

หลังคาของอาคารบ้านดิน(ผสมกระสอบทราย)ก็ทำมาจากวัสดุธรรมชาติเช่นกัน คือ มุงด้วยใบตองตึง ในขณะที่หน้าต่างทั้ง 3 บาน ทางอาสาสคัรก็ช่วยกันทำแทบทั้งสิ้น ซึ่งอาจจะดูไม่สวยงามแบบมืออาชีพทีเดียวนัก แต่ก็ถือเป็นความภูมิใจของทุกคนๆที่ได้มีส่วนร่วมในการก่อสร้างอาคารแห่งนี้ด้วยความเหนื่อยยากลำบาก

อาสาสมัครช่วยกันขุดและปรับปรุงอ่างเก็บน้ำบนเขาเพื่อใช้เป็นระบบน้ำสำรองในโครงการตั้งแต่ก่อนฤดูฝน

สันอ่างเก็บน้ำทำจากกระสอบใช้แล้วที่ภายในบรรจุทราย ดินและซีเมนต์ เพื่อความแข็งแรงของอ่าง และยังเป็นการนำวัสดุเหลือใช้มาทำให้เกิดประโยชน์

ระบบกรองน้ำแบบง่ายที่ต่อน้ำมาจากลำธารที่อยู่บนเขาห่างออกไปประมาณ 3 ก.ม

อ่างเก็บน้ำสามารถเก็บกักน้ำได้เต็มอ่างตลอดช่วงฤดูฝนนี้

อาสาสมัครช่วยกันวางระบบท่อน้ำจากอ่างเก็บน้ำด้านบนเพื่อนำไปใช้สำหรับบ้านพักอาสาสมัคร ห้องน้ำ เรือนเพาะชำ แปลงปลูกผักปลอดสารพิษ และสำหรับระบบสปริงเกอร์ที่ใช้รดน้ำในแปลงปลูกป่าและสวนผลไม้ได้ตลอดทั้งปี

แปลงปลูกผักปลอดสารพิษทรงกลมแบบ Mandala

มะเขือเทศลูกแรกที่ออกผลในแปลงปลูกผักปลอดสารพิษหลังจากปลูกมานานหลายเดือน ซึ่งดูน่ากินมากทีเดียวแถมยังสะอาด ปลอดภัยในการรับประทานด้วย