การดูแลแปลงปลูกป่าและทำแนวกันไฟในเขตฯสลักพระ

สำหรับการดำเนินการปลูกฟื้นฟูป่าตลอดปี 2553 ที่ผ่านมาภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระฯ ทางมูลนิธิพาช้างกลับบ้าน ได้ดำเนินการปลูกต้นไม้ไปแล้วทั้งสิ้นกว่า 13,125 ต้น ในพื้นที่แปลงปลูกป่าทั้งสิ้น 3 แปลง เนื้อที่รวมกว่า 21 ไร่ ซึ่งนับว่าเป็นปีที่ 3 แล้วที่ทางเราได้ดำเนินกิจกรรมนี้มาอย่างต่อเนื่อง(นับตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา) และนอกเหนือไปจากการปลูกฟื้นฟูป่าเพื่อเป็นอาหารของช้างป่าเป็นประจำทุกปีแล้ว ในแต่ละปีทางมูลนิธิฯ ยังให้ความสำคัญกับการดูแลแปลงปลูกป่า โดยหลังจากวันปลูกป่าอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้งไปจนถึงสิ้นสุดฤดูฝนของแต่ละปีด้วย สำหรับในปีนี้ ทางเราได้มีเปิดรับอาสาสมัครและว่าจ้างชาวบ้านในชุมชนใกล้เคียงในการเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลแปลงปลูกป่า ตัดหญ้า และใส่ปุ๋ยหกับกล้าไม้ จนกระทั่งสิ้นสุดฤดูฝนในเดือนพฤศจิกายน 2553 ผ่านพ้นไปด้วยดี จากการสำรวจเมื่อสิ้นสุดฤดูฝน ในภาพรวมพบว่ากล้าไม้ที่ปลูกไปในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มีอัตราการรอดตายสูงมากกว่า 75%  แต่เมื่อเข้าเริ่มเข้าสู่ฤดูแล้งแล้ว ทางเราจะไม่ดำเนินการตัดถางหญ้าหรือวัชพืชต่างๆอีก ทั้งนี้เนื่องจากในบริเวณนี้จะมีสภาพอากาศที่ร้อนจัดและแห้งแล้งมาก จึงจำเป็นต้องให้เหลือวัชพืชบางส่วนไว้ปกคลุมดินเพื่อรักษาความชุ่มชื้นภายในดินให้กับกล้าไม้ในแปลงปลูกป่าด้วย

สำหรับฤดูแล้งของแต่ละปี จะมีปัญหาไฟป่าลุกลามเข้ามาในแปลงปลูกป่าของเราเป็นประจำทุกปี  ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับกล้าไม้ที่ปลูกไว้ไม่น้อยกว่า 30%  ของพื้นที่แปลงปลูกป่า ดังนั้นในระหว่างเดือนมกราคม - เมษายน 2554 จึงได้มีการดำเนินการทำแนวกันไฟล้อมรอบแปลงปลูกไว้ทั้งหมดเพื่อป้องกันไฟป่ารวม 3 ครั้ง ได้แก่ ครั้งที่ 1 ในวันที่ 28 มกราคม 2554  โดยกลุ่มนักศึกษาและคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตไทรโยค จ.กาญจนบุรี จำนวน 20 คน ครั้งที่ 2 ในวันที่ 12 มีนาคม 2554   โดยอาสาสมัครจากธนาคารสแตนดาร์ตชาร์ตเตอร์จำกัด(สำนักงานใหญ่) ร่วมกับเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าหน่วยห้วยสะด่อง และชาวบ้านในชุมชนใกล้เคียง จำนวน 60 คน และครั้งที่ 3 ในวันที่ 28 เมษายน 2554  โดยอาสาสมัครจากบริษัทเอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) จำนวน 55 คน

อย่างไรก็ตาม สำหรับฤดูแล้งในปี 2554 นี้ นับว่าเป็นโชคดีของโครงการเป็นอย่างมากที่ในปีนี้มีฝนตกอย่างหนักและต่อเนื่องตลอดช่วงฤดูแล้งที่ผ่านมาโดยเฉพาะในเดือนมีนาคมและเมษายน จึงทำไม่มีไฟป่าลุกลามเข้ามาทำลายกล้าไม้ในแปลงปลูกป่ามากเท่ากับปีที่ผ่านๆมา  โดยเราพบปัญหาไฟป่าในพื้นที่ใกล้เคียงเพียงแค่ระยะเวลาสั้นๆในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์เท่านั้น จากการสำรวจเมื่อสิ้นสุดฤดูแล้งในเดือนเมษายน 2554 ที่ผ่านมาในทั้ง 3 แปลง ในภาพรวมพบว่ากล้าไม้ส่วนใหญ่มีอัตราการรอดตายสูงกว่า 60 - 70%  และกล้าไม้บางชนิดสามารถเจริญเติบโตได้ดีมาก เช่น ต้นตระคร้อหนาม ต้นหมัน มะขามป้อม ประดู่ป่า และเพกา เป็นต้น  

สำหรับในช่วงต้นฤดูฝนในปี 2554 ที่จะถึงนี้ ทางเรายังคงจะดำเนินการปลูกป่าต่อไปเป็นปีที่ 4 ด้วยความมุ่งมั่นที่จะปลูกฟื้นฟูป่าเพื่อให้มีความหลากหลายทางชีวภาพของพรรณไม้ท้องถิ่นที่จะเป็นแหล่งอาหารและแหล่งหากินที่อุดมสมบูรณ์ให้กับช้างป่าที่อาศัยอยู่ในผืนป่าตะวันตกของไทยแห่งนี้ และด้วยเป้าหมายหลักเพื่อลดความปัญหาความขัดแย้งระหว่างช้างป่าและชาวบ้านในชุมชนใกล้เคียงในการที่ช้างป่าเข้าไปบุกรุกทำลายพืชผลทางการเกษตรอันเนื่องมาจากการขาดแคลนอาหารในป่าธรรมชาติ สำหรับวัน เวลา และสถานที่ของแปลงปลูกป่าที่แน่นอนในการปลูกป่าในปีนี้ ทางเราจะแจ้งให้ทราบอีกครั้งภายในเดือนพฤษาคมนี้ ขอให้อาสาสมัครที่สนใจจะปลูกป่าร่วมกับเราทุกๆท่าน ติดตามข่าวได้จากทางเว็บไซด์ของเรา หรือสอบถามมายังโทร (083) 566 - 5223 หรือ E-mail: dutsadee.nilubol@bring-the-elephant-home.org

ทางเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับการสนับสนุนจากอาสาสมัครจากที่ต่างๆ ที่มีใจรักในการปลูกป่าและช้างไทยในการมาร่วมปลูกฟื้นฟูป่าให้กับช้างป่าที่อาศัยอยู่ในผืนป่าสลักพระแห่งนี้ร่วมกับเราเป็นจำนวนมากเหมือนเช่นในปีที่ผ่านๆมาค่ะ

คลิกเพื่อดูประมวลภาพกิจกรรมการดูแลแปลงปลูกป่า และการทำแนวกันไฟสำหรับฤดูการปลูกป่าในปี 2553 - 2554 ได้ที่ด้านล่างนี้ค่ะ

การดูแลแปลงปลูกป่าตลอดช่วงฤดูฝนในปี 2553 ที่ผ่านมา ได้มีอาสาสมัครจากหน่วยงานต่างๆ ได้เข้ามาร่วมกิจกรรมกับทางมูลนิธิฯ (การเข้ามาทำการตัดหญ้าและใส่ปุ๋ยในแปลงปลูกป่าทั้ง 3 แปลง) เช่น กลุ่มนักศึกษาและเจ้าหน้าที่จากโครงการ IMBA มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เจ้าหน้าที่จากบริษัทหลักทรัพย์ Macquarie เจ้าหน้าที่จากบริษัทพัฒนายนตร์ จำกัด รวมทั้งชาวบ้านในชุมชนใกล้เคียงและเจ้าหน้าที่ของหน่วยฯ สลักพระ 

 

 

 

 

 

 

 สภาพแปลงปลูกป่าภายหลังสิ้นุสุดฤดูฝนในเดือนตุลาคม 2553 ซึ่งเต็มไปด้วยวัชพืชจำนวนมากขึ้นปกคลุมเต็มพื้นที่ โดยเฉพาะหญ้าสาบเสือที่เจริญเติบโตรวดเร็วมาก จึงทำให้มีความยากลำบากมากในการค้นหากล้าไม้ที่อยู่ปกคลุมด้วยวัชพืชเหล่านี้

 

 

 

 

 

 

เจ้าหน้าที่หน่วยพิทักษ์ป่าห้วยสะด่อง และชาวบ้านกำลังช่วยกันอย่างขมักเขม้นในการตัดถางวัชพืชออกจากแปลงปลูกป่า จึงทำให้เห็นว่ายังคงมีกล้าไม้เหลือรอดเป็นจำนวนมาก เพียงแต่บางชนิดยังเจริญเติบโตได้ไม่ดีเนื่องจากถูกวัชพืชบดบังแสงแดดและแย่งธาตุอาหารภายในดิน(ในระหว่างวันที่ 10 - 20 พฤจิกายน 2553)

 

 

 

 

 

 

ภายหลังจากการตัดถางวัชพืชออกไปแล้ว จึงมีการใส่ปุ๋ยให้กับกล้าไม้ที่เหลือรอดอยู่เพื่อให้กล้าไม้เจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว สามารถแข่งขันกับวัชพืชต่างๆได้ดี 

 สภาพแปลงปลูกป่าภายหลังจากที่ทำการตัดหญ้า และใส่ปุ๋ยให้กับกล้าไม้ในแปลงปลูกป่า จำนวนทั้งสิ้น 21 ไร่ รวมระยะเวลา10 วัน ทำให้ป่าที่รกทึบด้วยวัชพืชมีสภาพที่โล่ง โปร่ง เพื่อให้กล้าไม้รับแสงได้อย่างเต็มที่ และช่วยให้กล้าไม้สามารถดูดธาตุอาหารในดินมาใช้ได้ดีขึ้นเนื่องจากไม่ต้องแข่งขันกับวัชพืชต่างๆเหล่านี้ 

การทำแนวกันไฟในช่วงฤดูแล้งเพื่อป้องกันไฟป่า(มกราคม - เมษายน 2554)

คุณอรัญ(หัวหน้าหน่วยพิทักษ์ป่าห้วยสะด่อง) บรรยายถึงความเป็นมาและกิจกรรมปลูกเสริมป่าภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ

อุปกรณ์ต่างๆที่จำเป็นสำหรับการทำแนวกันไฟ

 อาสาสมัครเริ่มต้นทำแนวกันไฟจากการตัดตอไม้ไผ่ และนำกิ่งไม้ที่หักอยู่บนพื้นดินโยนออกไปจากแนวกันไฟเพื่อไม่ให้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับไฟป่าที่จะเข้ามาในพื้นที่

หลังจากกำจัดเศษไม้ที่จะเป็นเชื้อไฟออกไปแล้ว จะมีการนำจอบ คราด และเสียมมาถากถางหญ้า และเศษวัชพืช ใบไม้ต่างๆออกให้พ้นแนวกันไฟด้วย โดยจะถางแนวกันไฟให้กว้างประมาณ 5 เมตร

 หลังจากถางแนวกันไฟแล้ว จะมีการกวาดเศษไม้และวัชพืชแห้งต่างๆออกไปจากแนวกันไฟให้มากที่สุด

 เด็กๆในชุมชนใกล้เคียงมาช่วยอาสาสมัครกวาดใบไม้ออกจากแนวกันไฟ

 

สภาพของแนวกันไฟที่ล้อมรอบแปลงปลูกป่าขนาดกว้าง 5 เมตร ภายหลังจากที่ได้ตัดถางและกวาดเอาวัชพืชที่จะเป็นเชื้อไฟออกจากแนวกันไฟหมดแล้ว

 

ต้นมะขามป้อม (อายุ 10 เดือน)ที่เจริญเติบโตได้ดีภายในแปลงปลูกป่า มีความสูงประมาณ 2 เมตร และทรงพุ่มที่แผ่กว้าง

ต้นเพกา เป็นกล้าไม้อีกชนิดหนึ่งที่มีอัตราการรอดตายสูง และเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็วมาก