ต้อนรับศรีแพรสู่บ้านหลังใหม่
ภายหลังจากการประชุมร่วมกันหลายครั้งเพื่อจัดเตรียมการย้ายศรีแพร ในที่สุดทางทีมงานของมูลนิธิพาช้างกลับบ้าน จึงได้เดินทางจากจังหวัดเชียงใหม่ในสัปดาห์ที่ผ่านมาเพื่อย้ายช้างศรีแพรมาอาศัยอยู่ที่ศูนย์บริบาลช้างแม่แตง จ.เชียงใหม่
ในการเตรียมงานครั้งนี้ทางเราต้องการความช่วยเหลือจากหลายฝ่าย เช่น ทีมงานของมูลนิธิฯ ทีมงานจากศูนย์บริบาลช้างแม่แตง และทีมควาญช้างจากสุรินทร์ ในการนำช้างขึ้นรถ และดูแลตลอดการเดินทางในการเคลื่อนย้ายช้าง รวมไปถึงการจัดเตรียมงานอื่นๆ อีกหลายประการ เช่น
- การจัดเตรียมเอกสารการเคลื่อนย้ายศรีแพรจากสำนักงานปศุสัตว์อำเภอลำปลายมาศ และการโอนย้ายกรรมสิทธิ์การครอบครองศรีแพร ซึ่งอาจจะมีความยุ่งยากบ้างเนื่องจากมีคณะกรรมการกองทุนช้างหลายท่านที่ต้องไปเซ็นโอนช้างให้กับทางมูลนิธิฯ
- ความยากลำบากในการนำศรีแพรขึ้นรถบรรทุก เพราะศรีแพรเป็นช้างที่ตื่นกลัวการเดินทางโดยรถมาก และเราเองเคยมีประสบการณ์นี้แล้วจากการนำเธอขึ้นรถบรรทุกจากศูนย์คชศึกษา บ้านตากลาง จ.สุรินทร์ เมื่อเกือบ 2 ปีก่อน ที่ศรีแพรวิ่งหนีกระเจิดกระเจิง และส่งเสียงร้องด้วยความหวาดกลัว ต้องใช้เวลานานกว่า 2 ชั่วโมงครึ่งกว่าที่ควาญช้างจะสามารถนำเธอขึ้นรถได้ แต่เธอก็ดิ้นรนหนีลงจากรถบรรทุกตลอดเวลาของการเดินทางมายัง จ.บุรีรัมย์ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องขอความช่วยเหลือจากควาญช้างมืออาชีพจากสุรินทร์ รวมถึงการปรับแต่งรถบรรทุกให้มีความแข็งแรงเพียงพอด้วย
- การทำความเข้าใจกับทางชุมชนถึงความจำเป็นในการย้ายช้างไปยังเชียงใหม่ รวมถึงการความต้องการของทางชุมชนเอง
ดังนั้นทางเราจึงเดินทางมาล่วงหน้าก่อนวันเดินทางประมาณ 2 วันเพื่อเตรียมงานในครั้งนี้เพื่อให้มั่นใจว่าการย้ายช้างในครั้งนี้จะเป็นไปอย่างราบรื่น สำหรับการประชุมร่วมกันกับทางคณะกรรมกองทุนช้างศรีแพรอีกครั้งเป็นไปได้ด้วยดี ทางเราได้ชี้แจงและทำความเข้าใจกับชุมชนที่เคยดูแลศรีแพรถึงความจำเป็นในการย้ายช้างไปอาศัยอยู่ที่ศูนย์บริบาลช้างแม่แตง จ.เชียงใหม่ ชีวิตความเป็นอยู่ของศรีแพรเมื่อไปอยู่ที่นั่นแล้ว รวมถึงการทำงานร่วมกันในโครงการอื่นๆต่อไปในอนาคตกับชุมชนแห่งนี้ ซึ่งทางชุมชนเองก็มีความรักและผูกพันธ์กับศรีแพรเป็นอย่างมาก แต่ก็เข้าใจและเห็นด้วยกับเราถึงความจำเป็นในครั้งนี้ หลายคนต้องการให้เราจัดส่งภาพถ่ายพร้อมกับข่าวคราวของศรีแพรมาให้ทางชุมชนอย่างต่อเนื่อง และต้องการที่จะเดินทางมาเยี่ยมศรีแพรที่เชียงใหม่เมื่อมีโอกาส ซึ่งทางเรายินดีต้อนรับทุกท่านที่ต้องการมาเยี่ยมศรีแพรได้ตลอดเวลาตามต้องการ
เมื่อทางทีมงานและคณะกรรมการกองทุนช้างได้ไปดำเนินการขอใบอนุญาตในการเคลื่อนย้ายช้างจากทางสำนักงานปศุสัตว์อำเภอลำปลายมาศทุกอย่างเป็นไปอย่างรวดเร็ว แต่ทางเราพบปัญหาในเรื่องเกี่ยวกับการโอนเปลี่ยนกรรมสิทธิ์เจ้าของศรีแพรให้กลับมาเป็นของมูลนิธิฯ เนื่องจากภูมิลำเนาเดิมของศรีแพรตามที่แจ้งไว้ในเอกสาร คือ อำเภอสตึก ดังนั้นทางผู้เกี่ยวข้องทุกคนจะต้องเดินทางไปดำเนินการที่สำนักงานในอำเภอสตึก และต้องใช้เวลาในการดำเนินการต่างๆ ไม่ต่ำกว่า 4 ชั่วโมง ด้วยความจำกัดในเรื่องของเวลา ทางเราจึงได้แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการให้ทางประธานคณะกรรมการกองทุนช้างศรีแพรในฐานะตัวแทนของเจ้าของช้างคนเดิมได้ทำสัญญาโอนกรรมสิทธิ์ศรีแพรให้อยู่ในความครอบครองของมูลนิธิฯ ก่อนในเบื้องต้น หลังจากนั้นทางมูลนิธิฯ จึงจะไปดำเนินการโอนเปลี่ยนแรรมสิทธิ์เจ้าของ และแจ้งย้ายภูมิลำเนาของศรีแพรจากจังหวัดสุรินทร์มายังจังหวัดเชียงใหม่ต่อไปในภายหลัง ดังนั้นการดำเนินการเอกสารทุกอย่างจึงเสร็จลงภายในเวลาครึ่งวันเท่านั้น เพื่อที่ทางเราจะได้มีเวลาในการไปจัดเตรียมรถบรรทุกสำหรับเคลื่อนย้ายศรีแพรต่อไป
หลังจากทีมงานรับประทานอาหารกลางวันแล้ว ทางทีมควาญช้างและรถขนช้างจากสุรินทร์ก็เดินทางมาถึงพอดีในเวลาประมาณ 14.00 น. ทางเราจึงได้จัดเตรียมรถสำหรับขนย้ายช้าง ในขณะที่ชาวบ้านในชุมชนบ้านไผ่ใหญ่ได้จัดเตรียมพิธีส่งตัวช้างด้วยความอาลัยรักยิ่ง สำหรับรถที่จะขนย้ายช้าง ทางเราจะต้องใช้ไม้เนื้อแข็งมาตีกั้นโดยรอบไว้เพื่อไม่ให้ช้างเคลื่อนไหวหรือหมุนตัวไปมา หรือทำลายไม้กั้นและหลุดลงมาจากรถไปในขณะเดินทาง ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อช้างเป็นอย่างยิ่ง จนกระทั่งการเตรียมรถแล้วเสร็จในเวลา 15.00 น. ทางชาวบ้านในชุมชนจึงได้ช่วยกันนำผลไม้จำนวนมากมาใส่ไว้ในรถเพื่อเป็นอาหารของศรีแพรตลอดการเดินทาง จากนั้นควาญช้างจึงได้มาศรีแพรเดินมาที่รถบรรทุก ทุกอย่างดูเหมือนจะเป็นไปได้ด้วยดี แต่เมื่อเดินมาใกล้จะถึงรถแล้ว ศรีแพรเกิดกลัวขึ้นมากระทันหัน และเปลี่ยนใจวิ่งหนีด้วยความตื่นตระหนกออกไปอย่างรวดเร็วราวกับจรวด ท่ามกลางความโกลาหลของทีมงานของมูลนิธิฯ ควาญช้าง และชาวบ้านในชุมชนที่มารอส่งศรีแพรเป็นจำนวนมาก โดยเธอวิ่งหนีไปเฉียดไปยังบ้านชาวบ้าน พุ่งเข้าชนมอเตอร์ไซด์ของชาวบ้านที่จอดอยู่จนพังยับเยิน แล้ววิ่งข้ามถนนไปชนเข้ากับรั้วบ้านของชาวบ้านฝั่งตรงข้ามจนพังลงมา ทำเอาผู้คนที่อยู่โดยรอบบริเวณนั้นต่างวิ่งหนีกันกระเจิดกระเจิงด้วยความตกใจกลัว หลายคนคงจะเคยเห็นเหตุการณ์นี้เป็นครั้งแรกในชีวิตด้วย ในขณะที่ที่มงานบางส่วนต่างรีบวิ่งไปปิดถนนใหญ่ไว้เพราะกลัวทั้งรถที่สัญจรไปมา และช้างจะได้รับอันตรายจากการปะทะกัน
หลังจากโกลาหลกันอยู่นานกว่า 15 นาทีควาญช้างจึงทำให้ศรีแพรสงบลงได้ และได้มีความพยายามนำศรีแพรขึ้นรถบรรทุกอีก 2 ครั้งแต่เหตุการณ์ก็เป็นเหมือนเดิม และเลวร้ายลงกว่าเดิมอีก เนื่องจากศรีแพรตื่นกลัวการขึ้นรถมาก ควาญช้างหลายคนได้รับบาดเจ็บไปตามๆกันจนแทบจะหมดเรี่ยวแรง เริ่มมีผู้คนมามุงดูจำนวนมากยิ่งทำให้ช้างตื่นกลัว ทีมงานเริ่มเหนื่อยล้า ในขณะที่เวลาก็มืดค่ำลงทุกที ซึ่งจะเป็นอันตรายอย่างยิ่ง และทางเรายังไม่มีทีท่าว่าจะสามารถนำเธอขึ้นรถได้ ดังนั้นจากการหารือร่วมกันของทุกฝ่าย ทางเราจึงจำเป็นต้องใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดขั้นสุดท้าย โดยจำเป็นต้องให้ควาญช้างจากสุรินทร์บังคับศรีแพรให้ขึ้นรถโดยใช้ตะขอ ในขณะที่ชาวบ้านบางส่วนก็เริ่มพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยการนำเหล้าขาว และน้ำส้มมาบนบานศาลกล่าว อาสาสมัครบางคนก็บนบานกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไว้หากศรีแพรยอมขึ้นรถได้โดยง่าย จะกินอาหารมังสวิรัติเป็นระยะเวลา 1 เดือน บ้างก็นำอาหารมาใส่เพิ่มในรถเพื่อชักจูงให้ศรีแพรขึ้นรถ บางคนนำอาหารมาหลอกล่อให้ศรีแพรเดินตาม หลายคนช่วยกันผลักและดันศรีแพรขึ้นรถ บ้างก็พยายามหว่านล้อมปลอบโยนให้ช้างหายตื่นกลัว
หลังจากที่ทุกฝ่ายพยายามช่วยกันนำเธอขึ้นรถตามวิธีที่ตนเองจะทำได้ จนเริ่มหมดหนทางแล้ว ในที่สุดก็สามารถผลักดันศรีแพรขึ้นรถบรรทุกได้ในเวลาประมาณ 16.25 น. และทางควาญช้างรีบปิดท้ายรถโดยทันที พร้อมกับใช้เชือกผูกที่เท้าของเธอไว้กับอุปกรณ์ที่เตรียมไว้ และสตาร์ทรถออกเดินทางโดยทันที ถือเป็นการเริ่มต้นการเดินทางอันยาวนานกว่า 18 ช.ม ไปยังเชียงใหม่ของเราเอาในใกล้ตอนค่ำของวันที่ 3 พ.ย แต่ความวุ่นวายยังไม่สิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ ตลอดการเดินทางศรีแพรดึงเชือกจนขาด และใช้เท้าเตะเพื่อทำลายไม้ที่กั้นไว้ในรถบรรทุกเพื่อหนีลงจากรถตลอดเวลา จนไม้ทักเป็นท่อนๆ และแกว่งงวงออกมานอกรถตลอดเวลา ทำให้ทางเราต้องจอดรถเกือบทุกชั่วโมงเพื่อซ่อมไม้กั้นเป็นระยะๆ จนทางเราเริ่มคิดถึงวิธีอื่นๆ ที่จะทำให้เธอสงบลง เช่น การวางยานอนหลับ แต่มันก็เป็นอันตรายเกินไปสำหรับเธอ ดังนั้นเราจึงต้องใช้โซ่ขนาดใหญ่อีกเส้นหนึ่งผูกมัดขาทั้งสองข้างของเธอเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อป้องกันการทำลายไม้กั้น แต่ก็ยังพอให้เธอหมุนตัวได้บ้างเล็กน้อย ในที่สุดเมื่อเวลาผ่านไปกว่า 2 ชั่วโมงศรีแพรจึงเริ่มเหนื่อยล้า และยอมสงบลงแต่โดยดี ในขณะที่ทีมงานก็เหนื่อยแทบขาดใจไม่ต่างกัน แต่ก็ยังมีหนทางยังอีกยาวไกล เนื่องจากทางเรายังคงต้องใช้เวลาขับรถกว่าอีก 16 ชั่วโมงกว่าจะไปถึงเชียงใหม่ โดยไม่มีการจอดนอนพักตามทางเด็ดขาดเพื่อความปลอดภัยของช้าง และทางเราต้องการนำช้างไปให้ถึงเชียงใหม่โดยเร็วที่สุด ช่างเป็นการเดินทางที่หฤโหดสำหรับทีมงานในครั้งนี้เสียจริงๆ และคงเป็นความประทับใจที่ไม่สามารถลืมได้ลงแน่ๆสำหรับทีมงานขนย้ายช้างในครั้งนี้
เมื่อทางทีมงานเดินทางไปถึงศูนย์บริบาลช้างแม่แตงในตอนสายของวันถัดมา ด้วยสัญชาตญาณทำให้ศรีแพรรู้ได้ว่าที่นี่มีช้างเชือกอื่นๆอาศัยอยู่ด้วย และถึงแม้ว่าจะเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางที่ยาวนานมาตลอดทั้งคืนแต่เธอก็พยายามชูงวงไปมาออกมานอกรถเพื่อสำรวจว่าตอนนี้เธอกำลังอยู่ที่ไหน ในขณะที่ประตูด้านหน้าของศูนย์บริบาลช้างเต็มไปด้วยอาสาสมัครที่ออกมารอต้อนรับช้างเชือกใหม่กันเป็นจำนวนมาก และทันทีที่รถบรรทุกเลี้ยวเข้ามาภายในศูนย์ ช้างเชือกอื่นๆที่อาศัยอยู่ภายในนี้ก็ทราบเช่นกันว่ากำลังจะมีสมาชิกใหม่มาอาศัยอยู่ที่นี่ ช้างหลายเชือกได้ส่งเสียงต้อนรับศรีแพรกันอย่างคึกคัก หลังจากที่ได้ทำการปลดโซ่ที่ล่ามเธอไว้บนรถ ศรีแพรก้าวลงมาจากรถอย่างรวดเร็วโยไม่รอช้า ช่างแตกต่างจากตอนที่นำเธอขึ้นรถบรรทุกจากบุรีรรัมย์ที่เต็มไปด้วยความทุลักทุเลเหลือเกิน ทางศูนย์ได้มีการนำอาหารจำนวนมากมาเลี้ยงต้อนรับ พร้อมกับให้ทางสัตวแพทย์ประจำศูนย์ตรวจเช็คสุขภาพของศรีแพรอย่างละเอียดเป็นอันดับแรก
หลังจากนั้นช้างเชือกอื่นๆภายในศูนย์ที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น และอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับเพื่อนใหม่ต่างพากันวิ่งกรูกันมายังศาลาที่สัตวแพทย์กำลังตรวจสุขภาพศรีแพร ภายในเวลาไม่กี่วินาทีศาลาก็เต็มไปด้วยช้างทุกเพศทุกวัยที่เข้ามาห้อมล้อมศรีแพรพร้อมกับต้อนรับเธออย่างอบอุ่นด้วยการใช้งวงมาสัมผัสไปทั่งตัว บ้างก็กอด บ้างก็จูบ และดมกลิ่นเพื่อสำรวจไปรอบๆ ตัวเธอ ซึ่งท่านจะได้เห็นจากประมวลภาพในด้านล่างว่าศรีแพรมีความสุขและรู้สึกอบอุ่นมากเพียงใดที่ได้รับการต้อนรับจากเพื่อนช้างเป็นอย่างดีทั้งๆที่เพิ่งเดินทางมาถึงที่นี่ และมันก็บ่งบอกได้ว่ามันเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้วที่ทางเราได้เลือกที่จะย้ายเธอมาอาศัยอยู่ที่นี่
จากการติดตามการใช้ชีวิตในช่วง 2 -3 วันแรกที่ศรีแพรมาอาศัยอยู่ที่บ้านหลังใหม่แห่งนี้ พบว่าศรีแพรพยายามเข้าไปทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ทุกวันในยามว่าง แต่เท่าที่เราสังเกตรู้สึกว่าเธอจะค่อนข้างได้รับความสนใจจากเพื่อนๆมากทีเดียว และมีหลายครอบครัวช้างที่ยินดีต้อนรับเธอไปเข้ากลุ่มด้วย แต่เธอก็ยังไม่ตัดสินใจว่าจะอยู่ร่วมกับครอบครัวไหนดี(ช่างเล่นตัวเสียจริงๆนะ)ทางเราคาดว่าเธอคงจะเลือกครอบครัวใหม่ได้ในเร็วๆนี้ และแน่นอนว่าเธอจะสามารถใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ในศูนย์ฯ แห่งนี้ได้ตลอดไปอย่างมีความสุขอย่างไม่ต้องสงสัยเลย
หากท่านใดที่สนใจที่จะมีส่วนร่วมในการดูแลศรีแพรร่วมกับทางศูนย์บริบาลช้างแม่แตง สามารถร่วมเป็นครอบครัวอุปถัมภ์ให้กับศรีแพรได้ โดยคิดเป็นค่าใช้จ่ายท่านละ 3,000 บาทต่อปี โดยท่าจะได้รับเอกสารเพิ่มเติม ดังนี้
- ประมวลภาพถ่ายศรีแพร
- ใบประกาศนียบัตรรับรองการเป็นครอบครัวอุปถัมภ์ของศรีแพร
- DVD ประมวลภาพการนำศรีแพรเดินทางมายังจังหวัดเชียงใหม่ และชีวิตในบ้านหลังใหม่ของเธอที่ศูนย์บริบาลช้างแม่แตงแห่งนี้
- ภาพถ่ายศรีแพรที่ใช้ชีวิตภายในศูนย์ฯ ในแต่ละปี
- รายงานข่าวคราวชีวิตความเป็นอยู่ของศรีแพรในแต่ละปี
การเข้าร่วมโครงการครอบครัวอุปถัมภ์ช้าง
โดยท่านที่สนใจจะเข้าร่วมโครงการนี้ สามารถบริจาคเงินเข้ามาได้ที่เลขที่บัญชีของมูลนิธิพาช้างกลับบ้าน
ชื่อบัญชี Bring the Elephant Home เลขที่บัญชี 505-2-36520-6
ธนาคารนครหลวงไทย สาขา ถนนช้างคลาน อ.เมือง จ.เชียงใหม่
หากท่านทำการโอนเงินเรียบร้อยแล้ว กรุณา E-mail มาที่ adoptie@bring-the-elephant-home.nl เพื่อยืนยันการรับอุปถัมภ์ศรีแพรของท่านมาที่มูลนิธิด้วยค่ะ รวมทั้งโปรดแจ้งชื่อ นามสกุล E-mail และที่อยู่ทางไปรษณีย์ของท่านมาให้กับทางเราด้วยค่ะ เพื่อที่ทางเราจะได้จัดส่งเอกสารต่างๆที่เกี่ยวกับการอุปการะช้างไปให้ท่านต่อไปทางไปรษณีย์
ทางมูลนิธิพาช้างกลับบ้านขอขอบพระคุณอย่างสูงมา ณ ที่นี้สำหรับทุกๆท่านที่ได้สนับสนุนการทำงานของมูลนิธิฯ ด้วยดีเสมอมา












