น้ำท่วมแปลงปลูกป่า และการย้ายช้างศรีแพรไปยังศูนย์บริบาลช้างแม่แตง จ.เชียงใหม่
เป็นที่ทราบกันดีว่าเมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้เกิดน้ำท่วมและสร้างความเสียหายอย่างหนักในรอบหลายสิบปีโดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย รวมทั้งภายในอุทยานลำน้ำมาศ จ.บุรีรัมย์ที่ช้างศรีแพรอาศัยอยู่ด้วย ซึ่งโดยปกติแล้วที่นี่ต้องประสบกับภาวะน้ำท่วมเป็นประจำทุกปีอยู่แล้ว แต่ปีนี้นับว่ารุนแรงกว่าทุกปีที่ผ่านมา และได้สร้างความเสียหายให้กับหลายครอบครัวในชุมชนที่ทำงานร่วมกับเรา พื้นที่ทำการเกษตร แปลงปลูกป่าให้ช้าง และบริเวณเกาะที่ช้างอาศัยอยู่ซึ่งมีน้ำท่วมขังสูงกว่า 2 เมตร จึงทำให้ควาญช้างและชาวบ้านช่วยกันย้ายศรีแพรออกมาจากเกาะช้างไปอาศัยปากทางเข้า อบต.หนองคู ซึ่งอยู่บริเวณริมถนนสายโคราช-บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นที่สูงน้ำท่วมไม่ถึง แต่อย่างไรก็ดีศรีแพรต้องถูกล่ามโซ่ไว้เกือบตลอดทั้งวันใต้ต้นไม้ใหญ่ เนื่องจากเป็นบริเวณชุมชนที่มีผู้คนอาศัยอยู่ค่อนข้างมาก และมีคนสัญจรไปมาตลอดเวลา ทางควาญจึงกังวลในเรื่องของความปลอดภัยของคนในชุมชน อีกทั้งหากปล่อยศรีแพรเดินไปมา อาจจะพลัดตกลงในลงไปในโคลนหรือแม่น้ำได้ เนื่องจากกระแสน้ำในลำน้ำมาศเชี่ยวกรากมาก
ตั้งแต่ช้างนกน้อยได้เสียชีวิตไป ทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นทางมูลนิธิฯ รวมทั้งชาวบ้านในชุมชนต่างก็มีความกังวลในการที่ศรีแพรจะต้องใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพัง รวมถึงปัญหาในการดูแลช้างที่พบว่าทางควาญช้างยังไม่ได้ปฏิบัติตามนโยบายที่ทางมูลนิธิฯ กำหนดไว้ คือ ยังพบว่ามีการล่ามโซ่ช้างเกือบตลอดทั้งวัน และมีการใช้ตะขอบังคับช้าง ประกอบกับปัญหาความไม่เหมาะสมของสถานที่ช้างอาศัยอยู่ คือ อุทยานลำน้ำมาศที่ประสบปัญหาน้ำท่วมหนักในช่วงฤดูฝนเป็นระยะเวลานานกว่า 1 - 2 เดือนเป็นประจำทุกปี(เดือนตุลาคม - พฤศจิกายนของทุกปี) ทำให้ต้องมีการย้ายช้างออกจากเกาะที่อยู่อาศัยอย่างอิสระตามธรรมชาติมาอยู่ในแหล่งชุมชน จึงจำเป็นที่จะต้องล่ามโซ่ไว้เกือบตลอดเวลาในช่วงระยะเวลาหนึ่งจนกว่าน้ำจะลดและนำช้างกลับไปอาศัยอยู่ในป่าบนเกาะได้ ปัญหาน้ำท่วมแปลงปลูกป่าเป็นระยะเวลานาน จนทำให้กล้าไม้ที่ปลูกไว้สำหรับสำหรับเป็นแหล่งอาหารของช้างไม่สามารถเจริญเติบโตได้ดี แต่เมื่อถึงฤดูแล้ง น้ำในแม่น้ำจะแห้งลงอย่างมาก จนทำให้ช้างขาดแคลนแหล่งน้ำดื่มและสำหรับอาบน้ำ และยังทำให้การขนส่งอาหารข้ามแม่น้ำไปยังเกาะเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากต้องขนส่งด้วยแพไม้ไผ่ชักลากข้ามแม่น้ำไป นอกจากนี้สภาพความแห้งแล้วและอากาศที่ร้อนจัดของพื้นที่ในฤดูแล้ง และการขาดแคลนน้ำสำหรับรดแปลงปลูกป่าก็ทำให้กล้าไม้เสียหายและตายไปจำนวนมากในแต่ละปี รวมไปถึงการที่ไม่สามารถหาควาญช้างที่จะดำเนินการตามนโยบายที่ตกลงกันได้จึงทำให้ต้องมีการเปลี่ยนควาญช้างหลายครั้ง เป็นต้น
ดังนั้นทางเราจึงเห็นว่าเป็นการยากที่จะสนับสนุนโครงการการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับช้างในพื้นที่แห่งนี้ต่อไป เนื่องจากการดำเนินการยังไม่เป็นไปตามนโยบายและวัตถุประสงค์ที่ทางมูลนิธิฯ ได้ตกลงร่วมกับชุมชนเมื่อตอนเริ่มต้นโครงการ แต่เมื่อเราไม่สามารถสนับสนุนหรือโปรโมทโครงการนี้ต่อไปได้ย่อมเกิดผลกระทบโดยตรงต่อศรีแพร เนื่องจากเมื่อไม่มีการทำการท่องเที่ยวทางคณะกรรมการกองทุนช้างก็จะไม่มีงบประมาณพอเพียงในการดูแลศรีแพรได้ในระยะยาว รวมถึงการที่ชุมชนจะต้องขาดรายได้จากโครงการปลูกป่าให้ช้าง การทำการท่องเที่ยว และการทำ Homestay อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงเป็นการตัดสินใจที่ยากมากในการที่จะดำเนินโครงการต่อไป หรือจะย้ายโครงการไปในพื้นที่อื่นที่เหมาะสมกว่า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับมูลนิธิฯ ก็คือ การที่ช้างจะต้องได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขที่สุด และมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดตามนโนบายที่ทางเราได้กำหนดไว้ตั้งแต่เริ่มโครงการช่วยเหลือช้าง
ด้วยปัญหาที่พบดังกล่าว ทางคณะกรรมการกองทุนช้างของชุมชนบ้านไผ่น้อยและบ้านไผ่ใหญ่จึงได้จัดประชุมเป็นการภายในเฉพาะชาวบ้านในชุมชนทั้ง 2 เท่านั้น เพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับการดำเนินโครงการร่วมกับมูลนิธิฯ ต่อไป รวมถึงการดูแลศรีแพรต่อไปในอนาคต ภายหลังจากการประชุมอย่างเคร่งเครียดและได้เปิดโอกาสให้คนในชุมชนได้โหวตอย่างอิสระ ผลสรุปจากการประชุม คือ ทั้ง 2 ชุมชนเห็นถึงผลประโยชน์ของศรีแพรมากกว่า โดยหลายฝ่ายเห็นว่าการนำศรีแพรไปอาศัยอยู่ที่ศูนย์บริบาลช้าง(Elephant Nature Park) อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ น่าจะทำให้ศรีแพรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นมากกว่าอาศัยอยู่ที่นี่ กล่าวคือ ศรีแพรจะได้อาศัยร่วมกับช้างเชือกอื่นๆ แทนที่จะอยู่ตัวเดียวอย่างว้าเหว่เนื่องจากนกน้อยได้เสียชีวิตไปเป็นเวลาหลายเดือนแล้ว รวมทั้งที่นั่นศรีแพรจะได้อาศัยอยู่อย่างอิสระตามธรรมชาติอย่างแท้จริงโดยไม่มีการล่ามโซ่ไว้ตลอดทั้งวัน ไม่มีการบังคับให้ช้างทำงานหนัก ไม่มีการนำช้างไปทำทัวร์ขี่ช้างหรือการแสดงโชว์ใดๆทั้งสิ้น และไม่มีการใช้ตะขอบังคับช้างในกรณีใดๆทั้งสิ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ตรงกับนโยบายของมูลนิธิพาช้างกลับบ้านมากกว่า
หลังจากที่ทางมูลนิธิฯ ได้รับทราบการตัดสินใจของทางชุมชนทั้ง 2 แห่งจากการประสานงานของหน่วยงานที่ทำงานร่วมกับเรา คือ PDA แล้ว ทุกฝ่ายจึงเห็นตรงกันว่าจะมีการนำช้างศรีแพรไปอาศัยอยู่ที่ศูนย์บริบาลช้างแม่แตง จ.เชียงใหม่ ต่อไป ซึ่งถือว่าเป็นทางออกที่ดีสำหรับศรีแพร แต่ในขณะเดียวกันก็มีผลกระทบต่อโครงการนี้เป็นอย่างมาก เนื่องจากจะทำให้ทางชุมชนที่ทำงานร่วมกับเราขาดรายได้จากการทำการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับช้าง โครงการรับซื้อกล้าไม้สำหรับปลูกป่าให้ช้าง รวมทั้งบ้านพัก Homestay อย่างแน่นอน แต่อย่างไรก็ทาง PDA ยังคงยืนยันจะสนับสนุนชุมชนทั้ง 2 แห่งต่อไปในการส่งเสริมให้เป็นแหล่งผลิตกล้าไม้คุณภาพสำหรับโครงการปลูกป่าของทาง PDA ในหลายหมู่บ้านในจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งถือเป็นผลประโยชน์จากการที่ทางมูลนิธิพาช้างกลับบ้านได้เริ่มต้นไว้เมื่อ 3 ปีก่อนในการส่งเสริมให้ชุมชนได้ผลิตกล้าไม้สำหรับโครงการปลูกป่าให้ช้างในแต่ละปี จนปัจจุบันทางชุมชนมีความชำนาญในการเพาะพันธุ์กล้าไม้ได้ไม่ต่ำกว่าปีละ 20,000 - 30,000 กล้าไม้ จากพรรณไม้ท้องถิ่นกว่า 20 - 30 ชนิด นอกจากนี้ภายในอุทยานลำน้ำมาศ ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยเดิมของช้าง ก็ยังคงมีโรงช้างที่สามารถรองรับช้างได้อีกหลายเชือก บ้านพักสำหรับควาญช้าง แปลงปลูกพืชอาหารช้าง แปลงปลูกป่า รวมทั้งบ้านพัก Homestay ไม่ต่ำกว่า 20 หลังในทั้ง 2 ชุมชน ซึ่งหากทางชุมชนสนใจจะดำเนินโครงการการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับช้างด้วยตัวของชุมชนเองต่อไปในอนาคต ก็สามารถที่จะดำเนินการต่อไปได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องลงทุนในการก่อสร้างเพิ่มเติมอีกมากนัก เพียงแต่อาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนกิจกรรมการท่องเที่ยวให้มีความเหมาะสมต่อไป แต่สำหรับทางมูลนิธิฯ แล้ว ทางเราจำเป็นที่จะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ที่ช้างจะได้รับชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นมาเป็นอันดับแรก เหมือนกับตอนที่เราได้ให้สัญญาไว้ตอนที่เราช่วยเหลือศรีแพรมาเมื่อตอนเริ่มต้น
ดังนั้น ในวันพุธที่ 3 พ.ย 53 จะเป็นวันที่ทางเราจะนำศรีแพรเดินทางจากจังหวัดบุรีรัมย์ไปยังศูนย์บริบาลช้างแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งจะเป็นบ้านแห่งใหม่ของศรีแพร โดยจะออกเดินทางในเวลา 16.00 น. เนื่องจากการเดินทางในตอนกลางคืนอากาศจะเย็นสบายสำหรับช้างมากกว่าในตอนกลางวัน รวมทั้งการจราจรที่ไม่หนาแน่นเหมือนตอนกลางวัน ทางเราคาดว่าคงจะใช้เวลาตลอดทั้งคืนในการเดินทางจนกระทั่งถึงศูนย์บริบาลช้างแม่แตงในตอนสายของวันพฤหัสที่ 4 พ.ย 53 หลังจากนั้นทางเราจะนำศรีแพรเข้าไปแนะนำตัวกับเพื่อนๆช้างเชือกอื่นๆที่อาศัยอยู่ภายในศูนย์ฯ ต่อไป สำหรับในวันที่ 2 พ.ย 53 ทางเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิพาช้างกลับบ้าน ศูนย์บริบาลช้างแม่แตง และอาสาสมัครทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่ตั้งใจเดินทางมารับช้างด้วยกัน ตั้งใจที่จะพักค้างคืนในหมู่บ้านไผ่น้อย ซึ่งเป็นหมู่บ้าน Homestay ของโครงการเป็นระยะเวลา 1 คืน เพื่อที่จะได้มีโอกาสพูดคุยและชี้แจงกับทางชุมชนทั้ง 2 แห่งเกี่ยวกับความจำเป็นในการนำช้างไปยังเชียงใหม่ รวมถึงการทำงานด้านอื่นๆ ร่วมกันต่อไปในอนาคต
มันเป็นสิ่งที่ลำบากใจมากในการที่จะย้ายช้างศรีแพรไปชุมชนที่นี่ และการย้ายโครงการไปทำยังที่อื่นต่อไป ซึ่งทางมูลนิธิฯ เองได้ทำงานร่วมกับชุมชนบ้านไผ่ใหญ่และบ้านไผ่น้อยมาเป็นระยะเวลานานกว่า 3 ปีแล้ว และทางเราก็มีความผูกพันธ์เหมือนเป็นเพื่อนสนิทที่ทำงานร่วมกันมานาน และยังมีสิ่งประทับใจมากมายทั้งจากทางมูลนิธิฯ เองและอาสาสมัครต่างๆทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่ได้เดินทางมาร่วมทำกิจกรรมด้วยกันที่นี่ แต่หากเมื่อเราคิดถึงชีวิตความเป็นอยู่ของศรีแพรในบ้านแห่งใหม่ ที่ไม่ต้องอยู่เพียงลำพังอีกแล้ว เพราะที่นั่นเต็มไปด้วยช้างจำนวนมาก และหลากหลายวัยทั้งช้างน้อย ช้างสาววัยใกล้เคียงกัน ช้างหนุ่ม และช้างชรา ซึ่งช้างเป็นสัตว์สังคมที่ต้องอาศัยอยู่ร่วมกับช้างเชือกอื่นๆ ทางเราจึงมั่นใจว่าการตัดสินใจในครั้งนี้จะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้วสำหรับศรีแพร สำหรับเรื่องราวระหว่างการเดินทางนำช้างศรีแพรไปยังจังหวัดเชียงใหม่ และชีวิตความเป็นอยู่ร่วมกับช้างเชือกอื่นๆภายในศูนย์บริบาลช้าง ทางเราจะรีบมานำเสนอให้กับทุกๆท่านได้ทราบโดยเร็วที่สุดทันทีที่ทางเราจากเสร็จสิ้นภารกิจการเดินทางไปถึงยังจังหวัดเชียงใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ภาพถ่ายโดย Eric Boubel






