อาสาสมัครร่วมกันปลูกป่าให้ช้างเนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก จ.บุรีรัมย์ จำนวน 8,000 กล้าไม้

ในวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา(5 - 6 มิ.ย 53) ทางมูลนิธิพาช้างกลับบ้านได้จัดงานปลูกป่าให้ช้างเนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก ประจำปี 2553 ณ อุทยานลำน้ำมาศ จ.บุรีรัมย์ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทางเราขอขอบคุณอาสาสมัครจำนวนกว่า 250 ท่าน ที่ประกอบไปด้วยหลากหลายวัยที่ได้เดินทางมาจากสถานที่ต่างๆ กัน เพื่อมาร่วมปลูกป่าให้ช้างกับทางมูลนิธิฯ ของเรา โดยอาสาสมัครและชาวบ้านในชุมชนได้ร่วมกันทำกิจกรรมหลายอย่าง เช่น การปลูกพืชอาหารช้าง การปลูกป่าเสริมในแปลงปลูกป่าเดิมทั้ง 3 แปลง จำนวนกว่า 8,000 กล้าไม้ จากพรรณไม้ท้องถิ่นจำนวน 30 ชนิด การช่วยกันดูแลและให้อาหารช้าง การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องของช้างไทยและงานด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมภายใต้บรรยากาศงานพิธีเทียน เป็นต้น ภายหลังจากการเสร็จสิ้นกิจกรรมปลูกป่าให้ช้างต่างฝ่ายต่างเหน็ดเหนื่อย และอ่อนล้าไปตามๆกัน อันเนื่องมาจากการทำงานหนักภายใต้สภาพอากาศที่ร้อนจัดมาก แต่อาสาสมัครทุกคนก็เต็มไปด้วยความสุขใจที่ได้ช่วยกันปลูกป่าให้ช้าง อีกทั้งหลายคนยังกลับไปด้วยแรงบันดาลใจอันเต็มเปี่ยมที่อยากจะดูแลรักษาโลกใบนี้ของเราให้น่าอยู่มากยิ่งขึ้นต่อไป สามารถคลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม พร้อมกับภาพถ่ายจากงานในครั้งนี้ได้ที่ด้านล่างค่ะ

นอกจากนี้ทางเรายังได้มีโอกาสต้อนรับคุณอีริค และคุณเมลานี ซึ่งจะมาทำงานเป็นครูอาสาสมัครสอนภาษาอังกฤษให้กับโรงเรียนในอำเภอลำปลายมาศ รวมทั้งชาวบ้านและเยาวชนในชุมชนบ้านไผ่น้อยและบ้านไผ่ใหญ่ให้กับมูลนิธิฯ ของเราเป็นระยะเวลา 2 เดือน ซึ่งทั้ง 2 ท่านก็ได้เดินทางมาถึงในบ่ายของวันที่ 4 มิ.ย 53 ด้วยเช่นกัน โดยทั้งสองตั้งใจที่จะร่วมกิจกรรมปลูกป่าให้ช้าง และเรียนรู้เกี่ยวกับวิธีการดูแลช้างไปพร้อมๆกับอาสาสมัครท่านอื่นๆด้วย เพื่อให้มีความเข้าใจในหลักการทำงานของมูลนิธิพาช้างกลับบ้านมากขึ้นด้วย
สำหรับกิจกรรมอาสาสมัครปลูกป่าให้ช้างได้เริ่มต้นในบ่ายวันเสาร์ หลังจากที่อาสาสมัครกลุ่มแรกได้เดินทางมาถึงในเวลาประมาณ 12.30 น. โดยทางผู้อำนวยการมูลนิธิพาช้างกลับบ้านได้กล่าวต้อนรับ และอธิบายความเป็นมาของมูลนิธิพาช้างกลับบ้าน และการทำงานในการช่วยเหลือช้าง รวมทั้งโครงการปลูกป่าให้ช้าง และการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับช้างที่ทางเราได้ร่วมงานกับชุมชนท้องถิ่นใน จ.บุรีรัมย์ ตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา หลังจากนั้นอาสาสมัครได้เริ่มต้นทำงานด้วยการปลูกพืชอาหารช้างให้ ได้แก่ ต้นกล้วย จำนวน 160 ต้น และได้มีการเตรียมแปลงปลูกสำหรับการที่จะปลูกข้าวโพดเพิ่มเติมในสัปดาห์ถัดไป ซึ่งบริเวณแปลงปลูกพืชอาหารช้างนี้ ชาวบ้านในชุมชนบ้านไผ่น้อยได้ยินดียกที่ดินส่วนตัวซึ่งอยู่ติดกับอุทยานลำน้ำมาศ ให้มูลนิธิฯ สามารถใช้เป็นแปลงปลูกพืชอาหารให้ช้างได้โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น โดยทางเจ้าของที่ดินจะเป็นผู้ดูแลแปลงปลูกพืชอาหารช้างนี้ให้ด้วยการรดน้ำ ตัดหญ้า และใส่ปุ๋ยอย่างสม่ำเสมอจนกว่าพืชอาหารที่ปลูกจะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ โดยทางโครงการจะรับซื้อผลผลิตเหล่านี้ในราคาเหมาะสมต่อไป ซึ่งการส่งเสริมให้ชุมชนในท้องถิ่นช่วยกันปลูกและดูแลแปลงปลุกพืชอาหารช้างในที่ดินส่วนตัว น่าจะเป็นวิธีหนึ่งในการที่จะสามารถจัดหาพืชอาหารสำหรับเลี้ยงช้างได้อย่างยั่งยืนนอกเหนือจากการปลูกในที่ดินสาธารณะ นอกจากนี้ตามที่ตกลงกันทางชุมชนจะไม่ใช้ยาฆ่าแมลงหรือสารเคมีใดๆในแปลงปลูกพืช ซึ่งจะทำให้ทางเรามั่นใจว่าอาหารที่นำมาเลี้ยงช้างเป็นพืชที่ปลอดสารพิษและมีความปลอดภัยในการนำมาเป็นอาหารของช้าง นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างรายได้เสริมให้กับชุมชนที่ดูแลช้างร่วมกับเราได้อีกทางหนึ่งด้วย
สำหรับกิจกรรมในตอนกลางคืน เหมือนเช่นเคยทางชุมชนได้จัดเตรียมพิธีการต้อนรับแบบอีสานให้กับอาสาสมัครที่มาร่วมงานได้อย่างน่าประทับใจด้วยการทำพิธีบายศรีสู่ขวัญ ผูกข้อมือ และผูกผ้าขาวม้าให้เพื่อเป็นการอวยพรให้กับอาสาสมัคร ทั้งยังเป็นการต้อนรับเข้ามาเป็นเสมือนกับสมาชิกในชุมชนทั้งสองแห่ง แต่ช่วงเวลาที่น่าประทับใจมากที่สุด คือ ตอนที่อาสาสมัครต่างพากันมานั่งล้อมลงรอบกองเทียนที่จุดต่อๆกันภายในหอประชมบ้านไผ่ใหญ่ และมีเด็กๆเยาวชนมาร่วมร้องเพลงที่มีความหมายเกี่ยวกับการปลูกต้นไม้ และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศวันสิ่งแวดล้อมโลก จากนั้นทางอาสาสมัครจึงได้มีโอกาสได้เปิดใจพูดคุยเกี่ยวกับความรู้สึกในการมาร่วมกิจกรรมอาสาสมัครปลูกป่าให้ช้างในครั้งนี้ รวมไปถึงความรู้สึกที่มีต่อช้างไทย และงานด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ภายใต้บรรยากาศแสงเทียนที่สลัวๆ ทำให้เหมือนมีมนต์ขลังสะกดให้ทุกคนต่างมีความรู้สึกผ่อนคลาย และกล้าที่จะถ่ายทอดความรู้สึกให้แก่กันและกันฟังมากยิ่งขึ้น ในภาพรวมแล้วส่วนใหญ่ต่างรู้สึกว่าได้มีโอกาสได้ใช้เวลาใกล้ชิดกับช้างที่ได้อาศัยอยู่อย่างอิสระตามธรรมชาติมากที่สุดกว่าทุกครั้งที่เคยผ่านมา ทั้งยังได้มีโอกาสได้เรียนรู้พฤติกรรมของช้าง และได้รับรู้ถึงความฉลาดและแสนรู้ของช้างไทยอีกด้วย บางส่วนมีความประทับใจในคุณอันตัวเน็ต แวนดี วอเตอร์ ผ.อ มูลนิธิฯ ที่ถึงแม้จะเป็นชาวต่างชาติ แต่ก็มีใจที่รักช้างไทยและต้องการจะช่วยเหลือช้างไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งช้างเร่ร่อนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รวมไปถึงงานด้านการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับช้างด้วย หลายฝ่ายต่างเห็นตรงกันที่จะติดต่อกันเป็นเครือข่ายเพื่อจะเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือช้างไทยร่วมกับทางมูลนิธิฯ ในโอกาสต่อไปด้วย
สำหรับวันปลูกป่าให้ช้าง เริ่มต้นในเวลาประมาณ 9.00 น. ของวันอาทิตย์ที่ 6 มิ.ย 53 ซึ่งทางเราได้รับเกียรติจากคุณลุงผาย สร้อยสระกลาง ที่ได้รับรางวัลพระราชทานเกษตรกรดีเด่นประจำปี 2553 มาร่วมในพิธีเปิดงานในครั้งนี้ด้วย ซึ่งคุณลุงผาย เองเป็นเกษตรกรที่อาศัยอยู่ในอำเภอลำปลายมาศนี้เอง ถึงแม้ว่าคุณลุงจะอายุมากถึง 80 ปี แล้ว แต่ท่านก็ดูแข็งแรง และกระฉับกระเฉงคล่องแคล่วมาก ภายหลังจากที่ได้กล่าวเปิดงานร่วมกันแล้ว คุณลุงผายยังได้ให้เกียรติเป็นผู้ลงมือปลูกต้นไม้ต้นแรกของวันปลูกป่าในครั้งนี้ พร้อมกับอวยพรให้ต้นไม้เจริญเติบโตงอกงามดีด้วย ทำให้พวกเราต่างประทับใจในความน่ารักและเป็นกันเองของท่านที่นับได้ว่าเป็นเกษตรกรที่มีชื่อเสียงในระดับประเทศ สำหรับอาสาสมัครท่านอื่นๆที่มาร่วมปลูกป่าให้ช้างกับเราในปีนี้ทั้งสิ้นกว่า 250 คน ประกอบไปด้วย อาสาสมัครที่เดินทางมาจากกรุงเทพ เชียงใหม่ ขอนแก่น และชลบุรี จำนวน 70 คน ชาวบ้านในชุมชนบ้านไผ่น้อย บ้านไผ่ใหญ่ และบ้านเย้ยม่วง กลุ่มนักเรียนจากโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา จำนวน 60 คน กลุ่มนักศึกษาและคณาจารย์จากวิทยาลัยการอาชีพนางรอง จำนวน 30 คน และกลุ่มนักศึกษาและคณาจารย์จากวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีบุรีรัมย์ จำนวน 40 คน ซึ่งกลุ่มหลังสุดนี้นับว่าเป็นกลุ่มที่มาช่วยเราปลูกป่าเป็นประจำทุกปี ซึ่งจะมาพร้อมกับจอบ เสียม และอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับปลูกป่า นอกจากนี้ยังนับเป็นอาสาสมัครที่มากด้วยประสบการณ์ในการปลูกต้นไม้เนื่องจากเรียนทางด้านนี้มาโดยตรงแล้ว ยังเป็นกำลังหลักของเราในการขุดหลุมปลูกกล้าไม้ที่แข็งแรงมาก ทั้งยังทำงานโดยไม่เหน็ดเหนื่อยจนกระทั่งงานเลิกโดยไม่เคยเดินทางกลับก่อนเลยแม้ซักครั้งเดียว ทางมูลนิธิฯ ต้องขอชื่นชมกลุ่มนักศึกษา และคณาจารย์จากวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีบุรีรัมย์ ที่ให้ความร่วมมือกับทางมูลนิธิฯ ด้วยดีเสมอมาค่ะ
เพื่อพักคลายร้อนจากการปลูกป่าภายใต้สภาพอากาศที่แดดจ้าและร้อนจัด อาสาสมัครต่างพากันไปผ่อนคลายอริยาบทด้วยการไปช่วยกันหั่น และปอกผลไม้ชนิดต่างๆเพื่อป้อนให้กับศรีแพร จากนั้นจึงได้นั่งลงพักผ่อนภายใต้ร่มไม้บนเกาะโดยมีศรีแพรกินอาหารอยู่ใกล้ๆ ซึ่งภาพที่เห็นนี้นั้นหลายฝ่ายต่างบอกว่าช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจมากที่ทั้งคนและช้างต่างได้อยู่ใกล้ชิดกันขนาดนี้ ถือได้ว่าเป็นไฮไลท์ของวันปลูกป่าในครั้งนี้เลยก็ว่าได้ นอกจากนี้อาสาสมัครท่านหนึ่งซึ่งทำงานเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์ช้างป่า ได้แนะนำให้เราลองทำดินโป่งจำลองขึ้นมาด้วย เนื่องจากว่าช้างป่าส่วนใหญ่จะชอบกินดินโป่งหรือดินที่มีรสเค็มในป่าตามธรรมชาติ ดังนั้นทางเราจึงได้ลองจัดทำดินโป่งจำลองบริเวณใกล้กับโรงช้างด้วยวิธีการง่ายๆ ด้วยการขุดหลุมกว้างประมาณ 1 เมตร ลึกประมาณ 50 ซ.ม และเทเกลือเม็ดขนาดใหญ่ จำนวน 1 กระสอบ(50 ก.ก) ลงไปในหลุม โดยไม่ต้องกลบหลุม จากนั้นเมื่อฝนตกลงมาก็จะชะล้างเกลือลงไปในดินเพื่อทำให้ดินมีรสเค็มเหมือนกับดินโป่งตามธรรมชาติต่อไป คงต้องสังเกตกันต่อไปว่าศรีแพรจะชอบอาหารชนิดใหม่นี้เหมือนกับช้างป่าทั่วๆไปหรือไม่
หลังจากปลูกป่าร่วมกันตั้งแต่เวลาประมาณ 8.30 น. ก็ได้แล้วเสร็จลงในเวลาประมาณ 14.30 น. ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ร้อนที่สุดของวันเลยก็ว่าได้ ต่างฝ่ายต่างนั่งลงด้วยความเหนื่อยอ่อน แทบจะหมดแรงไปตามๆกัน แต่ทุกคนก็เต็มไปด้วยรอยยิ้มและความชื่นใจที่ได้เห็นกล้าไม้กว่า 8,000 กล้าไม้ได้ปลูกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ภายหลังจากเสน็จสิ้นการปลูกป่าต่างฝ่ายต่างแยกย้ายกันไปอาบน้ำยังบ้านพักโฮมสเตย์ของตนเองและเก็บของเพื่อเดินทางกลับกรุงเทพต่อไป นอกจากนี้ทางเด็กๆ จากบ้านไผ่ใหญ่ยังได้ไปส่งอาสาสมัครบางกลุ่มถึงยังสถานีขนส่งจังหวัดบุรีรัมย์ด้วย นอกจากนี้นับว่าเป็นโชคดีของทางเราเป็นอย่างมากที่ภายหลังจากการปลูกป่าเสร็จสิ้นแล้ว และทางเราได้ส่งอาสาสมัครกลับบ้านไปหมดแล้วได้มีพายุและฝนตกลงมาอย่างหนักทั่วบริเวณแปลงปลูกป่าอันจะเป็นผลดีต่อกล้าไม้ที่ปลูกไปเป็นอย่างมากด้วย นับเป็นการเริ่มต้นที่ดีสำหรับเทสกาลปลูกป่าของเราในปีนี้

คุณลุงผาย สร้อยสระกลาง เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติประจำปี 2553 ได้ให้เกียรติปลูกต้นไม้ต้นแรกบนเกาะในวันปลูกป่าในปีนี้

อาสาสมัครช่วยกันปลูกต้นกล้วยเพื่อเป็นอาหารให้ช้าง

แนะนะและอธิบายขั้นตอนการปลูกพืชอาหารช้าง โดย ติ๊ก ผู้ประสานงานโครงการปลูกป่าของมูลนิธิฯ



อาสาสมัครรับประทานอาหารกลางวันร่วมกันแบบพื้นบ้านริมลำน้ำมาศ















