ด้วยรัก และระลึกถึง”นกน้อย”
เป็นที่น่าเสียใจเอย่างยิ่งที่ทางมูลนิธิฯ จะต้องแจ้งให้ทราบว่าช้างนกน้อยซึ่งเป็นช้างที่ทางมูลนิธิพาช้างกลับบ้าน และชุมชนในอำเภอลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ ได้ช่วยเหลือและนำไปอาศัยอยู่อย่างอิสระตามธรรมชาติที่อุทยานลำน้ำมาศ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2551 เป็นต้นมา ได้เสียชีวิตแล้วเมื่อวันที่ 20 พ.ค 2553 โดยมีเรื่องราวการเสียชีวิตของนกน้อย ดังนี้
ในตอนค่ำของคืนวันจันทร์ที่ 19 พ.ค ทางมูลนิธิฯ ได้รับโทรศัพท์จากทางชาวบ้านในชุมชนแจ้งเกี่ยวกับการที่นกน้อยล้มลง และติดอยู่ในหลุมซึ่งเป็นดินเลน และไม่สามารถช่วยตัวเองให้ขึ้นมาจากหลุมได้ จนทำให้ชาวบ้านต่างพากันเป็นกังวลใจมาก และชาวบ้านจึงได้ติดต่อประสานงานไปยังทีมสัตวแพทย์จากโรงพยาบาลช้างสุรินทร์ให้เข้ามาดูอาการของนกน้อยโดยทันที เมื่อทราบดังนั้นแล้วทางเราจึงได้รีบขับรถจากจังหวัดเชียงใหม่เพื่อลงไปดูอาการนกน้อยโดยทันที แต่อย่างไรก็ตามจากการสอบถามทีมสัตวแพทย์ที่รุดมาตรวจอาการนกน้อยในตอนกลางดึกของคืนวันนั้น ทราบว่าอาการของนกน้อยค่อนข้างหนัก ประกอบกับอายุที่ค่อนข้างมากแล้ว จึงทำให้มีโอกาสรอดเพียง 50% เท่านั้นเอง ซึ่งก็ทำให้เราต่างรู้สึกหดหู่ไปตามๆกัน บางทีอาจจะถึงเวลาของนกน้อยแล้วก็เป็นได้ ทำให้เราต้องเตรียมใจยอมรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นก่อนที่จะไปเดินทางไปถึงที่บุรีรัมย์
แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อเราเดินทางไปถึงที่อุทยานลำน้ำมาศในตอนบ่ายของวันถัดไป กลับทำให้เราแปลกใจมากที่เห็นนกน้อยดูร่าเริงและอารมณ์ดีอย่างผิดปกติ ทั้งยังสามารถเดินไปมาได้อย่างคล่องแคล่ว รวมทั้งการเดินไปกินน้ำในแม่น้ำได้ด้วยตัวเอง และรับประทานอาหารที่เราป้อนให้จนหมด นอกจากนี้นกน้อยยังเดินไปมาใกล้กับบริเวณแปลงปลูกป่า และแทะเล็มยอดไม้ในเกาะอย่างเอร็ดอร่อย ซึ่งทำให้เรา และชาวบ้านในชุมชนต่างเริ่มมีความหวังและดีใจกันเป็นอย่างมากว่านกน้อยน่าจะหายเป็นปกติดีแล้ว แต่ทว่าในตอนบ่ายของวันถัดมา คือ วันที่ 19 เม.ย นกน้อยเริ่มมีอาการไม่สู้จะดีนักอีกครั้งหนึ่ง โดยเริ่มหายใจลำบากขึ้นและดูเหนื่อยล้า ทั้งยังไม่ยอมรับประทานอาหารใดๆทั้งสิ้น แม้กระทั่งกล้วยซึ่งเป็นของโปรดของนกน้อยเป็นอย่างยิ่ง จนกระทั่งเวลาประมาณ 21.00 น. ของคืนวันเดียวกัน นกน้อยเริ่มล้มตัวลงน้อย ซึ่งถือว่าไม่ใช่ปกติวัสัยของนกน้อยที่จะนอนในเวลาที่ค่อนข้างดึกกว่านั้น คือ ประมาณ 1.00 น. ของทุกวัน เมื่อทราบจากควาญช้างที่รีบวิ่งมาแจ้งด้วยสีหน้ากังวลใจอีกครั้ง ทางเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิฯ และชาวบ้านบางส่วนจึงได้รีบไปเฝ้าดูอาการของนกน้อยด้วยความเป็นห่วงในทันที ในตอนนั้นยังพบว่านกน้อยยังตื่นอยู่ และพยายามขยับหัว และตัวอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่มีจังหวะการหายใจที่หอบและดูเหนื่อยล้ามากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้นกน้อยยังพยายามจะดันตัวลุกขึ้นตลอดเวลาเพียงแต่ไม่มีแรงที่จะพยุงตัวให้ลุกขึ้นได้เลย หลังจากเฝ้าดูอาหารนกน้อยนานหลายชั่วโมงแล้ว ทางเราจึงได้แยกย้ายกันไปในเวลาเกือบเที่ยงคืนเพื่อให้นกน้อยได้นอนหลับพักผ่อน และเพื่อรอให้ทีมสัตวแพทย์จากโรงพยาบาลช้างสุรินทร์เดินทางมาตรวจอาการอีกครั้งในวันรุ่งขึ้น แต่ทว่าเมื่อเรากลับมาดูนกน้อยอีกครั้งในเวลาประมาณ 6.00 น. ในรุ่งเช้าวันถัดไปก็พบว่านกน้อยได้จากพวกเราไปแล้ว ยังความเศร้าโศกเสียใจมายังชาวบ้านที่ได้ใกล้ชิดผูกพันธ์ และได้ดูแลนกน้อยร่วมกันมา รวมทั้งคุณอังตัวเน็ต แวนดี วอเตอร์ ผู้อำนวยการมูลนิธิพาช้างกลับบ้าน ซึ่งเป็นผู้ที่มีส่วนสำคัญในการช่วยเหลือให้นำนกน้อยกลับมาอาศัยอยู่ร่วมกับชุมชนที่นี่ น่าเสียดายเหลือเกินที่นกน้อยได้มีเวลาเพียงแสนสั้นเพียงแค่หนึ่งปีครึ่งเท่านั้นในการได้พักผ่อนจากการทำงานหนักมาตลอดชีวิต แต่อย่างไรก็ดีนกน้อยจะอยู่ในความทรงจำของชาวบ้านในชุมชนบ้านไผ่น้อยและบ้านไผ่ใหญ่ รวมทั้งพวกเราตลอดไป
ประมวลภาพนกน้อย และบรรยากาศการจัดงานฝังศพของนกน้อย



นกน้อย เดินเล่นไปรอบๆเกาะอย่างมีความสุข และกระฉับกระเฉงผิดปกติ ราวกับจะรู้ตัวว่าวันนี้จะเป็นวันสุดท้ายในชีวิตของเธอแล้ว

ชาวบ้านได้นิมนต์พระสงฆ์มาประกอบพิธีศพให้นกน้อยใกล้กับบริเวณที่นกน้อยเสียชีวิต

พระสงฆ์นำชาวบ้านโปรยดอกไม้ลงไปในหลุมศพของนกน้อย

ชาวบ้านในชุมชนบ้านไผ่ใหญ่และบ้านไผ่น้อย รวมทั้งเจ้าหน้าที่จาก อบต.หนองคู เจ้าหน้าที่ PDA และเจ้าหน้าที่จากมูลนิธิพาช้างกลับบ้าน ได้ร่วมกันโปรยดอกไม้ลงในหลุมฝังศพของนกน้อยด้วยความเสียใจ และอาลัยรักเป็นอย่างยิ่ง
หลุมฝังศพของนกน้อย

ช้าง ” ศรีแพร ” เพื่อนของนกน้อย คงต้องอาศัยอยู่อย่างโดดเดี่ยวบนเกาะอุทยานลำน้ำมาศนับจากนี้ไป



