“Happy faces” for jumbos
โครงการนำช้างออกจากกรุงเทพ เพื่อกลับคืนสู่แหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติ
แพร่ภาพทาง MCOT English News วันที่ 30 พฤศจิกายน 2552
จากภาพที่ปรากฎให้ห็นของช้างที่กำลังหิวโหย ช้างที่ไม่มีงานทำกำลังเดินเร่ร่อนอยู่ตามท้องถนนสายต่างๆในกรุงเทพ พร้อมกับการขออาหาร และเงินจากนักท่องเที่ยวต่างๆที่ผ่านมาพบเห็น หรือจากผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมือง อาจจะกลายเป็นแค่เพียงแค่ความทรงจำเท่านั้น เนื่องจากปัจจุบัน ทางสำนักงาน กทม. จึงได้ออกมาตรการที่เข้มงวดในการห้ามนำช้างต่างๆ เข้ามาเดินเร่ร่อนใน กทม. อีกต่อไป ประกอบกับการได้ประสานความร่วมมือไปยังองค์การบริหารส่วนจังหวัดต่างๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะจังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเป็นเสมือนบ้านเกิดของช้างเร่ร่อนส่วนใหญ่ของประเทศไทย ในการที่จะหาทางออกร่วมกันในการแก้ไขปัญหาทั้งระบบที่เกี่ยวกับช้างเร่ร่อนในเมืองใหญ่ และควาญช้าง อย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต
จากการจัดทำโครงการ ” ช้างยิ้ม ” โดยสำนักงาน กทม. โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการที่จะนำช้างเร่ร่อนต่างๆ ออกไปจากพื้นที่ต่างๆ ของกรุงเทพ เพื่อกลับไปอาศัยยังถิ่นกำเนิด หรือบ้านเกิดของช้างเหล่านั้น และได้มีการจัดเตรียมสถานที่สำหรับเป็นบ้านแห่งใหม่ของช้างเร่ร่อนเหล่านี้ไว้แล้ว ในที่ดินเนื้อที่กว่า 7,000 ไร่(ประมาณ 2,800 เอเคอร์) ภายในศูนย์คชศึกษา อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ และจะดำเนินการทันทีที่ได้รับการอนุมัติการจัดสรรงบประมาณจากทางรัฐบาล จำนวน 22 ล้านบาท(ประมาณ 660,000 ดอลลาร์)
ในขณะนี้ได้มีควาญช้างจากที่ต่างๆ ได้นำช้างของตน จำนวนกว่า 75 เชือก กลับมาอาศัยอยู่ที่ศูนย์คชศึกษา บ้านตากลาง จ.สุรินทร์ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ภายใต้โครงการ ” นำช้างคืนถิ่น เพื่อพัฒนาสุรินทร์ถิ่นเกิด ” และจากการเข้าร่วมโครงการควาญช้างจะได้รับเงินค่าตอบแทน คิดเป็น เชือกละ 8,000 บาท(ประมาณ 240 ดอลลาร์)ต่อเดือน คล้ายกับเป็นค่าวิชาชีพ หรือค่าเบี้ยเลี้ยงสำหรับฝึกหัดช้างให้กับควาญช้างที่เข้าร่วมโครงการนี้
นายบรรจง ดาทอง หนึ่งในควาญช้างที่เข้าร่วมโครงการ ให้ข้อมูลว่า ตนเองเคยนำช้างเพศเมียมาเดินเร่ร่อนอยู่ในกรุงเทพมานานกว่า 10 ปีแล้ว เขาคุยให้ฟังว่า เขาสามารถหารายได้จากการนำช้างมาเดินเร่ร่อนได้มากกว่าเดือนละ 50,000 บาท(ประมาณ 1,500 ดอลลาร์) จากรายได้ที่สูงขนาดนี้ จึงทำให้เขาสามารถหาเงินผ่อนส่งช้างเชือกนี้ที่ซื้อมาในราคา 300,000 บาท(ประมาณ 9,000 ดอลลาร์) ได้ภายในปีเดียวเท่านั้นเอง
บรรจง กล่าวต่อไปว่า ภายหลังจากที่ทาง กทม. ได้มีการออกมาตราการอย่างเข้มงวดเมื่อไม่นานมานี้ในการจับช้าง และปรับควาญช้างเพื่อจะผลักดันให้มีการนำช้างเร่ร่อนออกไปจากพื้นที่ของ กทม. ประกอบกับเขาเองก็อยากจะกลับไปอยู่กับครอบครัวด้วยอยู่แล้ว ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจนำช้างกลับอยู่ที่จังหวัดสุรินทร์เพื่อเข้าร่วมในโครงการนำช้างคืนถิ่นดังกล่าว แต่ถึงแม้ว่าจะมีค่าตอบแทนจากการนำช้างกลับมาอยู่ที่สุรินทร์อยู่พอสมควร แต่มันก็ไม่สามารถชดเชยกับรายได้มหาศาลที่เขาสูญเสียไปจากการนำช้างไปเดินเร่ร่อนในกรุงเทพ ที่เคยได้รับมากกว่าเดือนละไม่ต่ำกว่า 50,000 บาท ได้เลย
บรรจง กล่าวต่อว่า ” สำหรับผมแล้ว เงินจำนวน 8,000 บาท ถือว่าเป็นเงินจำนวนที่น้อยนิด ซึ่งผมหวังว่าควาญช้างควรจะได้รับเงินเดือนมากกว่านี้ เพื่อนำไปซื้ออาหารให้ช้าง และเลี้ยงดูครอบครัวอย่างเพียงพอ ” ควาญช้างผู้มากด้วยประสบการณ์ยังกล่าวต่อไปอีกว่า หากมีเงินไม่พอใช้จริงๆ ทางเขาก็อาจจะจำเป็นที่จะต้องนำช้างกลับไปสู่วงจรชีวิตแบบเดิมๆ นั่นก็คือ การไปเดินเร่ร่อนหาอาหารในกรุงเทพเมืองฟ้าอมรเหมือนที่ผ่านมา
เพื่อเป็นการป้องกันไม่ไห้ควาญช้างตัดสินใจนำช้างที่ไม่มีงานทำเหล่านี้กลับไปเดินเร่ร่อนหากินตามท้องถนนในเมืองใหญ่เหมือนเช่นเคย ทาง กทม. จึงได้นำเสนอเพื่อของบประมาณเพิ่มเติม จำนวน 200 ล้านบาท(ประมาณ 6 ล้านดอลลาร์ ซึ่งยังไม่ได้รับการอนุมัติ) จากโครงการ ” ไทยเข้มแข็ง ” ที่จะจัดสรรผ่านมาทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในการที่จะนำไปแก้ไขปัญหาช้างเร่ร่อนแบบครบวงจรและยั่งยืนต่อไป
ด.ร ธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ให้ความเห็นว่า ” งบประมาณจำนวน 200 ล้านบาท สำหรับการแก้ไขปัญหาของช้างเร่ร่อนแบบครบวงจร ถือว่าเป็นจำนวนเงินไม่มากเมื่อเทียบกับงบประมาณที่จัดสรรให้ในการดูแลหมีแพนด้า จำนวน 2 เชือก ที่อาศัยอยู่ในสวนสัตว์เชียงใหม่ ที่ได้รับงบประมาณปีละกว่า 300 ล้านบาทเป็นประจำทุกปี “ นอกจากนี้ ด.ร ธีระชน ยังกล่าวต่อไปอีกว่า ” ทางเราคาดว่า อย่างน้อยงบประมาณ จำนวน 200 ล้านบาท ที่ได้รับนี้จะสามารถนำไปสร้างบ้านโฮมสเตย์ จำนวนกว่า 300 หลัง ในชุมชนคนเลี้ยงช้าง เพื่อที่จะเป็นการหารายได้สำหรับนำไปดูแลช้างที่อาศัยอยู่ในจังหวัดสุรินทร์ และจังหวัดใกล้เคียง เช่น จังหวัดบุรีรัมย์ ต่อไป ”
ถึงแม้ว่าจะมีอุปสรรคอยู่พอสมควรในการป้องกันและแก้ไขปัญหาช้างเร่ร่อน แต่ทาง กทม. ยังคงมีความตั้งใจในการที่จะผลักดันไม่มีให้การนำช้างมาเดินเร่ร่อนในกรุงเทพอีกต่อไป และด้วยการดำเนินการอย่างเข้มงวดในการตักเตือน รวมทั้งการปรับเป็นเงินจำนวนสูง หรือการจับกุมเจ้าของรวมทั้งช้างเร่ร่อน หากยังพบเห็นว่ามีการนำช้างมาเดินเร่ร่อนมาเดินตามท้องถนนในพื้นที่ของ กทม. ภายหลังจากที่ได้ออกมาตรการไปแล้ว จนถึงปัจจุบัน พบว่า จากที่เคยพบเห็นช้างเข้ามาเดินเร่ร่อนในพื้นที่ กทม. จำนวนกว่า 200 เชือก ปัจจุบันนี้เหลือไม่ถึง 10 เชือกแล้ว และทาง กทม. ยังตั้งเป้าหมายไว้ว่า จะไม่มีช้างเร่ร่อนหลงเหลืออยู่ในพื้นที่ของ กทม. อีกต่อไป ภายในวันที่ 1 กรกฎาคม ปี 2553 และเพื่อเป็นการจูงใจให้ฝ่ายต่างๆ ให้ความร่วมมือในการแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับการพบเห็นช้างเร่ร่อนในพื้นที่ต่างๆของ กทม. ดังนั้นทาง กทม. ได้ตั้งเงินรางวัล จำนวน 2,000 บาท(ประมาณ 60 ดอลลาร์) ให้กับคนที่แจ้งเบาะแสเกี่ยวกับช้างเร่ร่อน หรือผู้ที่พบเห็นควาญช้างหรือช้างเร่ร่อนตามสถานที่ต่างๆใน กทม. จนกระทั่งนำไปสู่การตาไปจับกุมทั้งควาญช้างและช้างเร่ร่อนได้
นอกจากนี้เพื่อส่วนหนึ่งในการที่จะช่วยลดจำนวนช้างเร่ร่อนในกรุงเทพลง ทาง กทม. ได้จัดกิจกรรมคอนเสริต์การกุศล ” พาเพื่อนของเรา พาช้างกลับบ้าน” ซึ่งจัดการแสดงโดยนักร้องที่มีชื่อเสียงระดับโลก “Dionne Warwick ” ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 20 ธันวาคม 2552 ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งชาติ เพื่อเป็นการหารายได้ให้แก่โครงการช้างยิ้ม ของ กทม. และยังเป็นการสร้างความตระหนักให้แก่คนในสังคมให้เห็นคุณค่าในการอนุรักษ์ช้างไทย
มรว. สุขุมพันธ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า “ อย่างไรก็ตาม ยังคงมีการพบเห็นช้างเร่ร่อนตามบริเวณพื้นที่ปริมณฑลของกรุงเทพอยู่ โดยเจ้าของช้างได้เปลี่ยนวิธีในการเคลื่อนย้ายช้างด้วยการใช้รถกระบะ หรือรถบรรทุกขนาดเล็กแทนรถขนาดใหญ่ ซึ่งสามารถเคลื่อนย้ายช้างได้ในเวลาอันรวดเร็ว เพื่อหลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่ได้ง่ายขึ้นด้วย ”
สำหรับช้างแล้วมักจะมีเรื่องของผลประโยชน์มหาศาลเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ จากการที่พบว่าราคาของช้างโดยทั่วไปแล้วจะสูงถึง 400,000 บาท(ประมาณ 1,200 ดอลลาร์) ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบจากเอกสารสัญญาซื้อขายช้างที่ยึดได้ขณะเข้าจับกุมควาญช้าง แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่าผลประโยชน์มหาศาลที่เกี่ยวกับช้าง นั่นก็คือ การที่ช้างไทยมีคุณค่าในตัวเอง และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประวัติศาสตร์ของคนไทยมาช้านาน ซึ่งคนไทยควรจะตะหนักและให้ความสำคัญมากยิ่งกว่าหมีแพนด้า ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ เสียด้วยซ้ำไป (TNA)



