คำแถลงการณ์ของ อังตัวเนต แวนดี วอเตอร์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิพาช้างกลับบ้าน
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา รูปถ่ายการผสมพันธุ์ของช้างที่ถูกถ่ายไว้เมื่อ 4 ปีที่แล้วและเผยแพร่ลงในหนังสือ The Great Elephant Escape (ปลดปล่อยช้างไทยจากท้องถนน) ของดิฉัน กลายเป็นประเด็นข่าวร้อนในสื่อมวลชนไทย วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ นำเสนอข่าวเกี่ยวกับภาพถ่ายดังกล่าวในหน้าหนึ่งด้วยข้อความว่า นักเขียนชาวดัชท์ประจานประเทศไทยต่อสาธารณะชน ข้อความและเนื้อหาในข่าวดังกล่าวไม่ใช่คำให้สัมภาษณ์ของดิฉัน เนื่องจากในขณะนั้นดิฉันไม่ได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ รวมทั้งดิฉันไม่เคยเขียนข้อความใดๆที่เป็นการดูถูกหรือประจานประเทศไทยลงในหนังสือเล่มดังกล่าว หนังสือพิมพ์ไทยรัฐนำเสนอข่าวออกไปและสื่ออื่นๆก็หยิบมาเป็นประเด็นในการนำเสนอต่อๆกัน บางหน่วยงานออกมากล่าวหาว่าภาพดังกล่าวเป็นการสร้างขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์ในการลดทอนความน่าเชื่อถือของประเทศไทยและเพื่อโปรโมทหนังสือของดิฉัน ปางช้างบางแห่งเรียกร้องให้กระทรวงการต่างประเทศถอดถอนวีซ่าของดิฉัน โดยดิฉันได้มีโอกาสชี้แจงเรื่องราวผ่านสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 สถานีโทรทัศน์ The Nation สถานี TAN Media Network หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ และในนิตยสารเนชั่นสุดสัปดาห์ฉบับอาทิตย์นี้ คำแถลงการณ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอประวัติการทำงานและเหตุผลอันสำคัญที่ทำให้ดิฉันตัดสินใจอุทิศตนเพื่อทำงานให้ช้างในประเทศไทย โดยดิฉันหวังว่าคำแถลงการณ์ฉบับนี้จะเป็นการเปิดโอกาสให้ทุกคนได้เข้าถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้กันอย่างทั่วถึง
เกี่ยวกับภาพถ่ายการผสมพันธุ์ของช้าง
ในปีแรกที่ดิฉันเดินทางมาที่ประเทศไทย ดิฉันได้มีโอกาสเยี่ยมเยือนช้างในสถานที่ต่างๆเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับชีวิตของช้างในประเทศไทย ระหว่างนี้เองที่ดิฉันได้ค้นพบความงดงามของช้างและตกหลุมรักช้างไทย แต่อย่างไรก็ตาม ดิฉันก็ได้มีโอกาสเห็นด้านมืดบางด้านที่เกิดขึ้นกับช้างไทย เช่น การได้เห็นช้างเร่ร่อนตามท้องถนนในกรุงเทพฯ รวมทั้งได้เห็นวิธีการผสมพันธุ์ของช้าง ในหนังสือเรื่อง ปลดปล่อยช้างไทยจากท้องถนน ดิฉันเพียงเขียนอธิบายถึงประสบการณ์ที่ตนเองได้พบเห็น คนที่อ่านหนังสือเล่มดังกล่าวก็ได้เห็นภาพเดียวกับที่ดิฉันได้เห็น และภาพดังกล่าวก็สามารถอธิบายความหมายได้ด้วยตัวของมันเอง ดิฉันไม่ได้ดูถูกหรือประณามผู้ใดในหนังสือ รวมทั้งไม่ได้ระบุว่าการผสมพันธ์ช้างในลักษณะวิธีดังกล่าวเกิดขึ้นทั่วทุกที่ในประเทศไทย ดิฉันเพียงแต่เปรียบเทียบว่าการผสมพันธุ์ช้างด้วยวิธีดังกล่าวมีความแตกต่างจากวิธีการผสมพันธุ์ตามธรรมชาติของช้างที่ดิฉันเคยเห็น การผสมพันธ์ด้วยวิธีการตามธรรมชาติของช้างก็ไม่ได้มีลักษณะนุ่มนวล แต่อย่างน้อย ช้างเหล่านั้นก็มีสิทธิ์เลือกในการตัดสินใจว่าตนเองพร้อมและต้องการที่จะผสมพันธุ์หรือไม่ และช้างตัวเมียจะมีเพื่อนช้างเพศเมียอีก 2 ตัว คอยขนาบข้างอยู่ ในหนังสือ ดิฉันเรียกมันว่าการผสมพันธุ์ (Mating) ไม่ใช่การข่มขืน ตามที่เป็นข่าว มันขึ้นอยู่กับตัวบุคคลว่าจะเรียกการกระทำดังกล่าวว่าอะไร และขึ้นกับผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับช้างว่าจะอธิบายลักษณะวิธีการผสมพันธุ์ดังกล่าวออกมาอย่างใด หากดิฉันเข้าใจผิด ดิฉันก็ขออภัย
ดิฉันไม่เคยเข้าหาสื่อเพื่อให้เผยแพร่ภาพดังกล่าว และไม่ได้นำเสนอแต่มุมที่เกี่ยวกับความทารุณที่ช้างได้รับ หนังสือดังกล่าวเป็นการนำเสนอการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีและความงดงามของช้างไทย โดยเสนอมุมมองที่แตกต่าง กล่าวอีกนัยหนึ่ง หนังสือเรื่อง ปลดปล่อยช้างไทยจากท้องถนน ของดิฉันเสนอมุมมองด้านบวก และต้องการสนับสนุนประเทศไทยในฐานะแหล่งท่องเที่ยวที่งดงาม
ประสบการณ์ที่ได้สัมผัสกับปัญหาช้างและความยากลำบากของควาญช้างนำมาซึ่งแรงบันดาลใจ ความรักและความปรารถนาที่จะทำอะไรเพื่ออนาคตที่ดีขึ้นของพวกเขา และนี่คือเหตุผลที่ทำให้ดิฉันก่อตั้งมูลนิธิพาช้างกลับบ้านขึ้นมา
หากดิฉันต้องการเรียกร้องความสนใจจากสื่อมวลชนให้โปรโมทหนังสือเล่มนี้จริง ดิฉันคงจะทำไปนานแล้วและก็คงจะเข้าหาสื่อมวลชนภาคภาษาอังกฤษมากกว่า ดิฉันไม่ได้รับรายได้อะไรจากหนังสือเล่มนี้เนื่องจากรายได้จากหนังสือได้นำเข้าสมทบทุนให้ศูนย์บริบาลช้าง งานด้านการช่วยเหลือช้างที่ดิฉันทำอยู่ไม่ใช่การทำงานเพื่อประโยชน์ของตนเอง แต่ต้องการระดมทุนจากต่างประเทศเพื่อช่วยเหลือช้างไทยและสนับสนุนองค์กรในประเทศไทย หลังจากที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วนักท่องเที่ยวและอาสาสมัครหลายคนเดินทางมาที่ประเทศไทย เพื่อช่วยเหลือและแบ่งปันความรักให้แก่ช้างไทย ดิฉันรักประเทศไทย รักคนไทย และที่สำคัญคือรักช้างไทย ดิฉันมีความรู้สึกว่าประเทศไทยคือบ้านมากกว่าประเทศเนเธอร์แลนด์ ดิฉันทำงานส่วนใหญ่กับคนไทย องค์กรพันธมิตรที่ทำงานร่วมกับเราเป็นคนไทยและส่วนใหญ่เป็นอาสาสมัคร ซึ่งการทำงานร่วมกันทำให้เรากลายมาเป็นเพื่อนกันในที่สุด
ดิฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการอภิปรายถกเถียงกันถึงเรื่องภาพถ่ายดังกล่าวจะเน้นไปที่การหาทางออกให้กับอนาคตและโชคชะตาของช้าง ดิฉันรู้สึกไม่สบายใจ เสียใจ และหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่งกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมา ดิฉันต้องการสานต่อโครงการที่ทำมาและต้องการผลักดันให้การทำงานของมูลนิธิพาช้างกลับบ้านก้าวเดินต่อไป
ประวัติของ อังตัวเนต แวน ดี วอเตอร์
แนวความคิดในการจัดตั้งมูลนิธิพาช้างกลับบ้านเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ดิฉันกำลังทำงานเป็นอาสาสมัครที่ศูนย์บริบาลช้างในปี 2545 ที่ศูนย์บริบาลช้างแห่งนี้ ดิฉันตกหลุมรักกับทั้งช้างไทยและประเทศไทย เมื่อครั้งที่มีโอกาสมาที่กรุงเทพฯ ดิฉันได้พบกับลูกช้างที่น่าสงสารเดินขอเงินเพื่อซื้ออาหารจากผู้คนที่ถนนข้าวสาร ดิฉันไม่เคยลืมสายตาของลูกช้างตัวนั้นที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว มันเป็นสิ่งที่กระทบกระเทือนจิตใจของดิฉันอย่างมากและดิฉันไม่สามารถช่วยนำลูกช้างตัวนั้นมาไว้ที่ศูนย์บริบาลช้างได้
จากประสบการณ์ที่ได้เห็นลูกช้างที่ถนนข้างสารในวันนั้นผนวกกับประสบการณ์ทำงานที่ศูนย์บริบาลช้างสร้างความประทับใจแก่ดิฉัน ทำให้ 2 ปี ต่อมา ดิฉันเดินทางกลับมาที่ประเทศไทยอีกครั้งเพื่อมาทำงานอาสาสมัครเพื่อช้าง การเดินทางกลับมาครั้งนี้ดิฉันกลับมาพร้อมกับความคิด แรงบันดาลใจ และความมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือช้างเร่ร่อนตามท้องถนน ดิฉันจึงกลับไปที่เนเธอร์แลนด์เพื่อสร้างความฝันให้เป็นจริง ดิฉันจดทะเบียนก่อตั้งมูลนิธิพาช้างกลับบ้านและเริ่มภารกิจระดมทุนขึ้น ความรัก ความหลงใหลในช้างไทยทวีพลังเพิ่มขึ้นทุกขณะ ดิฉันตัดสินใจละทิ้งบ้านเกิด ทิ้งครอบครัว เพื่อน รวมทั้งหน้าที่การงานจากเนเธอร์แลนด์และย้ายมาที่ประเทศไทย
ยิ่งดิฉันได้เรียนรู้เกี่ยวกับช้างไทยมากขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งทำให้ดิฉันตระหนักว่า การตัดไม้ทำลายป่าเป็นสาเหตุสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของช้าง ในการช่วยเหลือช้างไทย เราจึงต้องแก้ไขปัญหาดังกล่าว ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา เราปลูกต้นไม้มากกว่า 150,000 ต้น เพื่อช้างใน 4 พื้นที่ เพื่อเพิ่มพื้นที่หากินและเพิ่มอาหารให้กับช้างที่ประสบปัญหา ในการทำงานดังกล่าว เราทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานของไทย ประสบการณ์ ความรู้ ความเชี่ยวชาญและเครือข่ายของพวกเขาเป็นสิ่งที่มีค่าและไม่มีที่สิ้นสุด ดิฉันมีความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่า ความร่วมมือของพวกเราจะส่งผลไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นของช้างไทยเพื่อสร้างทางเลือกใหม่มาแทนที่การเร่ร่อนขออาหารของช้างตามท้องถนน เราเริ่มต้นโครงการพัฒนาชุมชนที่จังหวัดบุรีรัมย์ ชาวบ้านในชุมชนร่วมกันปลูกต้นไม้ และต้นไม้ทุกต้นที่ปลูกจะนำมาซึ่งรายได้แก่กองทุนบัญชีธนาคารหมู่บ้าน โดยมูลนิธิพาช้างกลับบ้านจะฝากเงินลงไปในบัญชีทำให้ชาวบ้านในชุมชนสามารถสร้างรายได้จากกองทุนเล็กๆกองทุนนี้ วิธีการนี้ช่วยกระตุ้นสภาพเศรษฐกิจของชาวบ้านและสิ่งแวดล้อมในชุมชน บัญชีธนาคารชุมชนเปิดโอกาสให้ชาวบ้านสร้างอนาคตจากรายได้ดังกล่าว การปลูกป่าเป็นการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมและช่วยเพิ่มอาหารให้กับช้าง โครงการดังกล่าวเป็นตัวอย่างที่ดีต่อการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนและเป็นมิตรระหว่างคนกับช้าง หากใครได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมอุทยานลำน้ำมาศ อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ ก็จะได้เห็นภาพการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขระหว่างคนกับช้าง
โครงการปลูกป่าให้ช้างได้รับรางวัล The World of Difference Award จาก Vodafone และรางวัล Terre des Femmes Award จาก อีฟ โรเช่ ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ รายการสารคดีทางโทรทัศน์เรื่อง Elephant Return to the Wild ของ Animal Planet ได้รับรางวัลถึง 2 รางวัล และออกเผยแพร่ไปทั่วโลก
เป้าหมายการทำงานของมูลนิธิพาช้างกลับบ้าน
คงไม่มีใครกล้าจินตนาการถึงภาพของประเทศไทยที่ปราศจากการดำรงอยู่ของช้าง หรือทนเห็นช้างสูญพันธุ์ไปจากประเทศไทยได้
มูลนิธิพาช้างกลับบ้านทำงานเพื่อปกป้องช้างเอเชียที่กำลังถูกคุกคามจากสภาวะสูญพันธุ์ ช้างในเอเชียกำลังเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนพื้นที่อาศัยและการขาดแคลนอาหาร ดังนั้น วัตถุประสงค์หลักของเราคือการฟื้นฟูสภาพป่าไม้ ปกป้องพื้นที่ป่าที่ยังหลงเหลืออยู่ และแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้าง การปลูกพื้นที่ป่าขึ้นมาเพื่อช้างคือแนวทางในการแก้ไขปัญหา เพราะจะทำให้ช้างมีพื้นที่ในการอยู่อาศัยมากขึ้น มีอาหารที่หลากหลาย และพื้นที่ป่าก็จะได้รับการปกป้องจากการถูกทำลาย การปลูกป่ายังถือเป็นการแก้ปัญหาระหว่างชาวนา เกษตรกร และช้าง
ในมุมมองของเรา ช้างทุกตัวควรมีชีวิตอยู่ตามธรรมชาติ แต่หากมันเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก อย่างน้อย พวกเขาควรจะมีโอกาสได้ดำรงชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติมากที่สุด และมีชีวิตที่ปกติสุขมากที่สุด นี่คือเป้าหมายในการทำงานของเราที่จะเน้นไปที่การสร้างอุทธยานช้างและการอนุรักษ์ช้าง
เราเข้าใจว่า การใช้ช้างเพื่อการหารายได้เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อความอยู่รอดของช้าง อย่างไรก็ตามมูลนิธิพาช้างกลับบ้านสนับสนุนโครงการที่มีลักษณะการทำงานที่เป็นมิตรกับช้าง ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติ และปราศจากการปฏิบัติต่อช้างอย่างผิดวิธีและผิดลักษณะทางธรรมชาติของพวกเขา ดังนั้น เราจึงส่งเสริมและสนับสนุนโครงการที่มีความเป็นมิตร เป็นธรรมชาติและยั่งยืนเพื่อช้าง เราต้องการช่วยเหลือช้างและควาญช้างในการหาแนวทางใหม่ๆในการดำรงชีวิตกับช้างของพวกเขา ด้วยวิธีการที่เปิดโอกาสให้ช้างได้มีอิสระ หาอาหารเองได้และอยู่ร่วมกันกับช้างตัวอื่น แพร่ลูกหลานกันตามวิถีธรรมชาติ
บทสรุป
มูลนิธิพาช้างกลับบ้านต้องการนำมาซึ่งอนาคตที่ดีของช้างด้วยแนวทางด้านบวก เราพยายามสร้างความสำเร็จให้เกิดขึ้น โดยส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบธรรมชาติที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยการอนุรักษ์และสร้างสภาพพื้นที่ธรรมชาติให้กับช้าง ผลิตอาหารที่มีคุณภาพให้กับช้าง หาแนวทางการประกอบอาชีพใหม่ๆให้กับเจ้าของช้าง และช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างช้างกับคน เราเน้นไปที่การนำเสนอความงดงามของช้างไทยและพยายามสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี รวมทั้งทำงานร่วมกับคนในพื้นที่ เราต้องการสนับสนุนประเทศไทยฐานะที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวและเชิญชวนนักท่องเที่ยวให้มาสัมผัสกับความงดงามของช้างไทย


