คณะกรรมการกองทุนช้างบุรีรัมย์เดินทางมาศึกษาดูงานที่จังหวัดเชียงใหม่

ในระหว่างวันที่ 29 ส.ค - 1 ก.ย 2552 ตัวแทนจากคณะกรรมการกองทุนช้างจากชุมชนบ้านไผ่ใหญ่และบ้านไผ่น้อย จำนวน 22 คน และเจ้าหน้าที่จาก PDA ศูนย์ลำปลายมาศ จำนวน 2 คน ได้เดินทางจาก อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ เพื่อมาศึกษาดูงานเกี่ยวกับการทำการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับช้างที่ จ.เชียงใหม่  รวมเป็นระยะเวลา 4 วัน 3 คืน ซึ่งกลุ่มนี้นับเป็นกลุ่มที่ 2 แล้วที่ทางมูลนิธิพาช้างกลับบ้านให้การสนับสนุนชุมชนท้องถิ่นที่ทำงานร่วมกับมูลนิธิฯ ภายใต้โครงการพาช้างกลับบ้าน ได้มาศึกษาดูงานเกี่ยวกับการจัดการการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับช้าง เพื่อนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้กลับไปพัฒนาการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับช้างที่ จ.บุรีรัมย์ต่อไปในอนาคต

สำหรับการศึกษาดูงานในวันแรก คณะกรรมการกองทุนช้างใช้เวลาส่วนใหญ่กับการเรียนรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมของช้าง การดูแลช้าง และการทำการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับช้างที่ศูนย์บริบาลช้างแม่แตง จ.เชียงใหม่ และทุกๆคนต่างรู้สึกตื่นเต้นกับการที่ได้เห็นช้างที่อาศัยอยู่ที่นี่สามารถเดินไปมาได้อย่างอิสระตามธรรมชาติ โดยไม่มีโซ่ล่ามที่เท้าแม้แต่น้อย และควาญช้างก็ไม่ได้มีการใช้ตะขอหรืออาวุธใดๆในการควบคุมช้างนอกจากมือเปล่าเท่านั้น  การดูแลช้างที่นี่เป็นไปในลักษณะที่ให้ช้างหากินอย่างอิสระโดยไม่มีการบังคับให้ทำงานหนักต่างๆแต่อย่างใด โดยมักกุเทศน์ประจำศูนย์ฯ ได้พาชาวบ้านเดินเยี่ยมชมบริเวณต่างๆภายในศูนย์ฯ และได้อธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวคิดและวิธีการดูแลช้างของศูนย์ฯ และทำอย่างไรจึงจะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเยี่ยมชมช้างได้เป็นจำนวนมากในแต่ละวันเหมือนกับที่ศูนย์ฯ แห่งนี้  นอกจากนี้ชาวบ้านยังมีโอกาสได้ไปเยี่ยมชมร้านขายของที่ระลึก ซึ่งมีผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับช้างอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น ช้างที่แกะสลักจากไม้ซึ่งเป็นฝีมือของควาญช้าง โปสการ์ดรูปช้างที่อาศัยอยู่ภายในศูนย์ เสื้อยืด สร้อยคอ สร้อยข้อมือ กำไลข้อมือ กระเป๋า ฯลฯ เพื่อให้ทางชุมชนได้แนวคิดในการที่จะสรรค์สร้างผลิตภัณฑ์ด้วยตนเองต่อไป หากทางชุมชนที่บุรีรัมย์สนใจที่ผลิตสินค้าที่ระลึกเพื่อหารายได้เพิ่มเติมในการดูแลช้าง และเพื่อเป็นการสร้างรายได้เสริมให้กับชาวบ้านในชุมชนก็สามารถที่จะใช้เป็นแนวทางในการผลิตสินค้าเองได้เช่นเดียวกัน

ในเวลาประมาณ 13.00 น. กลุ่มชาวบ้านได้ช่วยกันอาบน้ำให้ช้างในลำน้ำแม่แตง ร่วมกับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติคนอื่นๆ และได้เดินตามคุณเล็ก(ผู้ก่อตั้งและเจ้าของศูนย์บริบาลช้างแม่แตง) เข้าไปยังบริเวณทุ่งหญ้าที่ช้างสามารถเดินกินหญ้าได้อย่างอิสระในแต่ละวัน เพื่อให้ชาวบ้านที่มาดูงานได้มีโอกาสสัมผัสและใกล้ชิดกับช้างแต่ละเชือกมากยิ่งขึ้น ซึ่งในขณะที่ทุกคนกำลังเดินเข้าไปในทุ่งหญ้านั้น ทุกคนก็พบกับช้างน้อยวัยขวบกว่า ชื่อ ทองแท้ กำลังวิ่งเล่นอยู่ภายในทุ่งหญ้า และทันทีที่เห็นว่ากลุ่มของเรากำลังเดินเข้ามาใกล้ ทองแท้จึงวิ่งเข้าหาและแสดงท่าทางต่างๆ เพื่อให้ทุกคนที่เห็นได้ประทับใจ ถึงแม้ว่ากลุ่มที่มาดูงานจะค่อนข้างหวาดหวั่นกับช้างน้อยที่วิ่งไปมาและบางครั้งก็วิ่งชนเข้ากับกลุ่มของเรา แต่ชาวบ้านต่างต้องการภาพถ่ายร่วมกับคุณเล็กและช้างที่เดินไปมาภายในศูนย์ ทุกคนจึพยายามเดินตามคุณเล็กไปทุกที่ภายในศูนย์ฯ โดยไม่ลดละ  แต่ดูเหมือนกับว่าน้อย ควาญช้างของเราที่ดูแลช้างอยู่ที่อุทยานลำน้ำมาศ  ทำท่าจะตกหลุมรักทองแท้เข้าอย่างจังเสียแล้ว เพราะว่าน้อยจะคอยเล่นและหยอกล้อกับช้างน้อยทองแท้อยู่ตลอดเวลาไม่ยอมห่าง นอกจากนี้น้อยยังเฝ้าถามทางทีมงานตลอดเวลาว่าทางเราจะสามารถพาช้างน้อยจากศูนย์ฯนี้ไปอาศัยอยู่ที่อุทยานลำน้ำมาศได้หรือไม่  ซึ่งแนวคิดที่ต้องการที่มีช้างน้อยมาอาศัยอยู่ที่อุทยานลำน้ำมาศ ร่วมกับช้างอายุมากแล้วทั้ง 2 เชือก ก็เป็นแนวคิดที่ดี และทางมูลนิธิฯ ก็คาดหวังว่าในอนาคตอันใกล้ทางเราจะได้มีโอกาสช่วยเหลือช้างน้อยให้มาอาศัยอยู่ที่อุทยานลำน้ำมาศต่อไป เพื่อที่ช้างจะได้อาศัยอยู่ร่วมกันเป็นเป็นครอบครัวต่อไป

นอกจากนี้ชาวบ้านยังได้ประทับใจในส่วนของห้องครัวที่เก็บอาหารช้าง เนื่องจากเต็มไปด้วยผลไม้นานาชนิดที่เป็นอาหารของช้าง ซึ่งทางศูนย์ฯ รับซื้อมาจากชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียง อันเป็นการส่งเสริมให้คนในท้องถิ่นมีรายได้เสริมจากการอาหารช้างให้กับทางศูนย์ฯ และผักผลไม้ทุกชนิดที่รับซื้อเป็นพืชผักที่ปลอดจากสารเคมีและยาฆ่าแมลงด้วย เพื่อความปลอดภัยของช้าง รวมทั้งทางศูนย์ฯ ยังสรรหาเปลือกไม้ของต้นไม้บางชนิดจากในป่าเพื่อนำมาทำเป็นยาสมุนไพรสำหรับช้างในเวลาที่ช้างเจ็บป่วยหรือไม่สบาย  นอกจากครัวอาหารของช้างแล้ว มักกุเทศน์ได้พาชาวบ้านไปเยี่ยมชมห้องครัว ห้องอาหาร และบ้านพักบังกาโลของนักท่องเที่ยว ซึ่งสร้างแบบง่าย และใช้วัสดุธรรมชาติที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น และราคาไม่แพงจนเกินไป ซึ่งชาวบ้านสามารถนำไปประยุกต์ในการก่อสร้างได้เองที่อุทยานลำน้ำมาศ จ.บุรีรัมย์ เพื่อจะรองรับนักท่องเที่ยวที่จะมาเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต

ชาวบ้านที่มาดูงานทั้งหมดต่างตกหลุมรักช้างน้อยวัยเดือนกว่าที่กำลังเป็นขวัญใจคนใหม่ของศูนย์บริบาลช้างแม่แตง นั่นก็คือ ช้างยิ้ม ซึ่งเป็นลูกของดอกเงินนั่นเอง ซึ่งทุกคนที่ไปเยี่ยมชมศูนย์ฯ จะพบเห็นช้างยิ้มวิ่งไปมาอย่างมีความสุขคลอเคลียไปกับฟ้าใหม่ ช้างเพศเมีย อายุ 2 เดือนกว่า ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกัน โดยทั้งคู่ต่างวิ่งเล่นไปมาในทุ่งหญ้า และลงไปเล่นน้ำในลำน้ำแม่แตงอย่างสนุกสนาน พร้อมกับขึ้นมาเล่นในบ่อโคลน  เป็นภาพที่สามารถดึงดูดให้คนที่พบเห็นสามารถตกหลุมรักช้างน้อยเหล่านี้ได้โดยง่าย ขนาดชาวบ้านเหล่านี้ถึงแม้จะคุ้นเคยกับช้างเป็นอย่างดี เนื่องจากได้ช่วยกันดูแลช้างทั้ง 2 เชือกที่บุรีรัมย์มาเป็นระยะเวลาปีกว่าแล้ว แต่ชาวบ้านก็ยังอดไม่ได้ที่จะมองตามช้างน้อยทั้ง 2 เชือกชนิดที่ไม่อาจจะละสายตาไปจากช้างน้อยทั้ง 2 เชือกได้เลย และทุกคนต่างต้องการที่จะนำช้างน้อยไปอาศัยอยู่ที่อุทยานลำน้ำมาศ เพื่อสร้างสีสันและดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเยี่ยมชมช้างให้เหมือนกับที่ศูนย์บริบาลช้างแห่งนี้  ก่อนเดินทางกลับคุณเล็กจึงเปิดโอกาสให้ชาวบ้านได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องของการดูแลช้างอีกครั้ง ในขณะที่พี่ป้อม(เจ้าหน้าที่อาวุโสประจำศูนย์) ก็ได้แสดงให้กับชาวบ้านได้เห็นถึงวิธีการฝึกช้างยิ้ม ด้วยการหยอกล้อและเข้าไปคลุกคลีเล่นด้วยความรัก และการให้รางวัล โดยไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรงในการการฝึกช้างน้อยเหล่านี้เลย

และเมื่อสิ้นสุดการศึกษาดูงานที่ศูนย์บริบาลช้างแม่แตงแล้ว กลุ่มชาวบ้านได้เดินทางต่อเพื่อไปพักค้างคืนที่บ้านพักแบบเรือนแพ(House boat)ภายในบริเวณเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ เพื่อให้ทางชุมชนได้เห็นรูปแบบของการจัดการการท่องเที่ยวแบบเรือนแพ การจัดการร้านอาหาร และการบริการนักท่องเที่ยว เพื่อที่ทางชุมชนจะสามารถนำไปปรับใช้กับการพัฒนาการท่องเที่ยวที่บุรีรัมย์ได้ เนื่องจากที่อุทยานลำน้ำมาศซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของช้างเร่ร่อนของมูลนิธิฯ ในปัจจุบัน มีสภาพแวดล้อมที่คล้ายคลึงกับเขื่อนแม่งัด คือ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของ อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์  มีแม่น้ำล้อมรอบ มีร้านอาหารไว้คอยบริการนักท่องเที่ยว มีภูมิทัศน์ที่สวยงาม และที่สำคัญ คือ มีช้างเร่ร่อนอาศัยอยู่อย่างอิสระบนเกาะ ซึ่งคล้ายคลึงกับที่ศูนย์บริบาลช้างแม่แตง ดังนั้น จึงคาดว่าเมื่อกลับไปแล้วทางชุมชนจะสามารถพัฒนาศักยภาพการท่องเที่ยวที่อุทยานลำน้ำมาศได้มากขึ้น เช่น การสร้างแพที่พักและแพร้านอาหารให้คล้ายคลึงกับที่เขื่อนแม่งัดไว้คอยบริการนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศที่จะมาเยี่ยมชมช้างมากขึ้นในอนาคต

จากริมฝั่ง คณะของเราต้องเดินทางต่อโดยเรือหางยาวเพื่อเข้าพักยังเรือนแพที่อยู่ภายในเขื่อน และทันทีที่ไปถึงส่วนใหญ่ก็ไม่มีใครรอช้า ต่างรีบกระโดดลงไปเล่นน้ำและดำผุดดำว่ายกันอย่างสนุกสนาน น้ำภายในเขื่อนแม่งัดใสสะอาดและไม่เย็นจนเกินไป จึงนับเป็นช่วงเวลาที่ทุกคนต่างได้ผ่อนคลาย และมีความสุขกับการเล่นน้ำกันถ้วนหน้าภายหลังจากการเดินทางที่ยาวนานจากบุรีรัมย์

วันถัดมา(31 ส.ค 52) หลังจากที่รับประทานอาหารเช้าที่แสนอร่อยบนเรือนแพแล้ว ทางคณะของเราก็ใช้บริการเรือหางยาวเช่นเดิมเพื่อเดินทางกลับมายังฝั่ง แล้วจึงเดินทางต่อไปยังโรงงานที่ผลิตกระดาษจากมูลช้างไทยมิตร ที่ตั้งอยู่ใน อ.แม่ริม ซึ่งที่นี่ชาวบ้านได้ทราบถึงขั้นตอนในการผลิตกระดาษจากมูลช้าง การเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับช้าง เช่น การนำกระดาษจากมูลช้างไปผลิตเป็นกล่องกระดาษ สมุดจดงาน ซองจดหมาย การ์ดอวยพรในเทศกาลต่างๆ  ร่ม ภาพติดฝาผนัง และเครื่องประดับจากกระดาษมูลช้าง เป็นต้น ซึ่งสิ่งประดิษฐ์จากวัสดุธรรมชาติกำลังเป็นที่นิยมของชาวต่างชาติอย่างมากในปัจจุบัน สำหรับการผลิตกระดาษจากมูลช้าง ชุมชนเห็นว่าน่าจะสามารถผลิตได้โดยง่าย เนื่องจากมีขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อน เพียงแต่ต้องจัดหามูลช้างให้เพียงพอต่อการผลิต และทางชุมชนที่มาศึกษาดูงานก็มีความตั้งใจที่จะกลับไปแล้วทดลองผลิตกระดาษจากมูลช้างด้วยตนเอง เพียงแต่ทางชุมชนยังไม่มีแนวคิดเกี่ยวกับการแปรรูป หรือการเพิ่มมูลค่าของกระดาษจากมูลช้างให้เป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆที่หลากหลายกันไป  ดังนั้นชาวบ้านส่วนใหญ่จึงได้พยายามเลือกซื้อสินค้าชนิดต่างๆที่ผลิตจากมูลช้าง เพื่อนำกลับไปเป็นไอเดียในการผลิตสินค้าเหล่านี้เพื่อจำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยวที่จะมาเยี่ยมชมช้างที่ จ.บุรีรัมย์ ต่อไป

เมื่อเสร็จสิ้นจากการเลือกซื้อสินค้าจากมูลช้างแล้ว ทางมูลนิธิฯ ได้นำชาวบ้านในชุมชนเดินทางต่อไปยังอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ เพื่อเยี่ยมชมเรือนเพาะชำกล้าไม้เพื่อการวิจัยที่ดำเนินงานโดยหน่วยวิจัยการฟื้นฟูป่า คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเป็นเรือนเพาะชำที่สามารถผลิตกล้าไม้ท้องถิ่นที่มีคุณภาพเพื่อการปลูกฟื้นฟูป่าในอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ ปีละไม่ต่ำกว่า 20,000 ต้น ซึ่งชาวบ้านบางส่วนที่เดินทางมาศึกษาดูงาน มีประสบการณ์ในการผลิตกล้าไม้ให้กับโครงการปลูกป่าให้ช้างที่อุทยานลำน้ำมาศแล้วเช่นเดียวกัน จึงเป็นโอกาสอันดีที่ทางชุมชนจะได้ทราบถึงการสร้างเรือนเพาะชำที่ได้มาตรฐาน รวมไปถึงเทคนิค และวิธีการในการผลิตกล้าไม้บางชนิดเพิ่มเติม รวมทั้งได้มีโอกาสเข้าไปเดินสำรวจชนิดของพันธุ์ไม้ในป่าธรรมชาติ  การศึกษาเกี่ยวกับเก็บเมล็ดไม้ การเพาะกล้าและการย้ายกล้า ตลอดจนการดูแลกล้าไม้ในเรือนเพาะชำ เพื่อนำไปปรับปรุงการผลิตกล้าไม้ให้กับโครงการปลูกป่าให้ช้างที่ จ.บุรีรัมย์ สำหรับปี 2553 ต่อไป นอกจากนี้ทางชุมชนยังได้ทราบถึงเทคนิคในการปลูกฟื้นฟูป่าในการที่จะประสบความสำเร็จและได้ป่ากลับคืนมาอย่างรวดเร็ว นั่นก็คือ การดูแลหลังการปลูกป่า ซึ่งนับเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้ได้ป่าตามธรรมชาติกลับคืนมาอีกครั้ง ทางเจ้าหน้าที่ของเรือนเพาะชำของหน่วยวิจัยฯ ก็ได้พยายามเน้นย้ำที่จะให้ชาวบ้านให้ความสำคัญกับการดูแลกล้าไม้หลังการปลูก โดยการตัดหญ้า และใส่ปุ๋ย ให้กับกล้าไม้ที่ปลูกไว้ เพียงระยะเวลา 2 - 3 ปีภายหลังจากการปลูกเท่านั้น จนกระทั่งเมื่อป่าสามารถฟื้นตัวกลับมาได้เองตามธรรมชาติ ก็จะทำให้ที่อุทยานลำน้ำมาศ มีป่าตามธรรมชาติที่จะเป็นเป็นแหล่งอาหารและแหล่งหากินของช้างกลับคืนมา และเพื่อเป็นการรองรับช้างเร่ร่อนเชือกอื่นๆที่จะกลับมาอาศัยอยู่ในป่าตามธรรมชาติเพิ่มมากขึ้นในอนาคต

สำหรับส่วนสุดท้ายในขั้นตอนของการศึกษาดูงานในครั้งนี้ คือ การไปศึกษาและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการพักแบบโฮมสเตย์(Homestay) ที่หมู่บ้านโฮมสเตย์บ้านแม่กำปอง กิ่ง อ.แม่ออน ซึ่งที่นี่ได้เปิดดำเนินงานมานานมากกว่า 5 ปีแล้ว มีนักท่องเที่ยวเข้ามาพักเป็นประจำทุกสัปดาห์ และยังได้รับรางวัลบ้านพักโฮมเสตย์ดีเด่นในปี 2547 ด้วย จึงน่าจะเป็นโอกาสอันดีที่จะนำชาวบ้านมาพักที่นี่เพื่อที่จะได้มีโอกาสซักถาม และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับชาวบ้านที่นี่  เนื่องจากชาวบ้านส่วนใหญที่เดินทางมาดูงานมีประสบการณ์ในการเปิดบ้านเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวและอาสาสมัครที่มาทำกิจกรรมเกี่ยวกับช้าง ที่ จ.บุรีรัมย์ แบบโฮมสเตย์มาแล้วเกือบทุกคน เพียงแต่ยังเป็นการเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้นเอง บางคนเปิดบ้านเป็นโฮมสเตย์ได้เพียงปีกว่าเท่านั้น บางคนก็เพิ่งจะเริ่มต้นได้เพียง 2 เดือนเท่านั้น และยังไม่มีนักท่องเที่ยวมาพักมากครั้งเท่ากับที่นี่  ดังนั้นจึงเป็นโอกาสดีที่จะได้มาสัมผัสบรรยากาศการพักแบบโฮมสเตย์ด้วยตนเองและเพื่อจะนำไปปรับปรุงบ้านพักแบบโฮมสเตย์ที่ จ.บุรีรัมย์ ให้ดียิ่งขึ้น  กลุ่มของเราเดินทางมาถึงหมู่บ้านแม่กำปองในเวลาค่ำแล้ว(31/8/52) จึงยังไม่มีโอกาสเดินสำรวจโดยรอบหมู่บ้านมากนัก ทันทีที่มาถึงทุกคนก็ได้แยกย้ายกันไปพักผ่อนและรับประทานอาหารที่บ้านพักของตนเอง สภาพทั่วไปในหมู่บ้านเต็มไปด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่และป่าตามธรรมชาติที่สมบูรณ์มาก มีแม่น้ำไหลผ่านตลอดทั้งปี และมีอากาศค่อนข้างเย็น

ในตอนเช้าของวันสุดท้ายสำหรับการศึกษาดูงานในครั้งนี้(1 ก.ย 52) ผู้ใหญ่บ้านของบ้านแม่กำปอง หมู่ 9 ได้บรรยายเกี่ยวกับวิธีการในการจัดการการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และการจัดการที่พักแบบโฮมสเตย์ เนื่องจากที่นี่ได้มีการดำเนินการท่องเที่ยวและจัดทำที่พักแบบโฮมสเตย์มาเป็นระยะเวลามากกว่า 5 ปีแล้ว โดยมีนักท่องเที่ยวเข้ามาพักเป็นประจำเกือบทุกสัปดาห์  ภายหลังเสร็จสิ้นการบรรยายจึงได้เปิดโอกาสให้มีการซักถาม และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน เพื่อที่ทางชุมชนจากบ้านไผ่ใหญ่และบ้านไผ่น้อยจะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเที่ยวแบบที่นี่ได้ และจะนำระบบการจัดการการท่องเที่ยวไปปรับใช้กับการทำการท่องเที่ยวที่บุรีรัมย์ต่อไปในอนาคต

ภายหลังเสร็จสิ้นการบรรยาย ชาวบ้านที่มาดูงานได้เดินเท้าเข้าไปเยี่ยมชมไร่ชาและกาแฟที่ปลูกโดยชาวบ้านในชุมชนแม่กำปอง รวมทั้งเดินชมป่าตามธรรมชาติ และได้ถ่ายภาพร่วมกันบริเวณด้านหน้าน้ำตกแม่กำปองที่สวยงาม และก่อนเดินทางกลับ ทางชาวบ้านที่มาดูงานได้เชื้อเชิญให้ชุมชนบ้านแม่กำปองได้มีโอกาสเดินทางไปท่องเที่ยวและทำกิจกรรมเกี่ยวกับช้าง รวมทั้งเพื่อไปพักแบบโฮมสเตย์ที่บ้านไผ่น้อยและบ้านไผ่ใหญ่ จ.บุรีรัมย์ เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ซึ่งทางชุมชนโฮมสเตย์บ้านแม่กำปองก็มีความสนใจมากที่จะไปเยี่ยมชมโครงการของมูลนิธิฯ ที่ จ.บุรีรัมย์ ในอนาคตอันใกล้นี้เช่นกัน

หลังจากนั้น ทางชาวบ้านที่มาดูงานได้กล่าวลาชาวบ้านในชุมชนแม่กำปอง และเดินทางกลับบุรีรัมย์ในเวลาประมาณ 11.00 น. ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ายังสนุกกับการใช้ชีวิตที่นี่ และรู้สึกว่าเวลาที่มาศึกษาดูงานค่อนข้างน้อยเกินไป และต่างให้สัญญากับชาวบ้านที่บ้านแม่กำปองว่าจะกลับมาเยี่ยมที่นี่อีก  ภายหลังการศึกษาดูงานในครั้งนี้สิ้นสุดลง ทุกฝ่ายต่างสนุกสนานและมีความสุขกับการมาดูงานในครั้งนี้มาก นอกจากนี้ชาวบ้านส่วนใหญ่รู้สึกว่าการได้มาดูงานในครั้งนี้นับว่าเป็นประโยชน์ต่อพวกเขามากทั้งยังได้รับความรู้ในการที่จะนำไปประยุกต์ใช้กับการทำกิจกรรมการท่องเที่ยวที่บุรีรัมย์ต่อไปในอนาคต

ชาวบ้านเดินสำรวจครัวอาหารช้างภายในศูนย์บริบาลช้างแม่แตง รวมทั้งศึกษาเกี่ยวกับวิธีการเตรียมอาหารเสริมให้กับช้าง

น้อย ควาญช้างศรีแพร กำลังดูของที่ระลึกภายในศูนย์ด้วยความสนใจอย่างยิ่ง เพื่อที่จะนำไปผลิตเองเพื่อหารายได้ให้กับช้างที่อาศัยอยู่ที่อุทยานลำน้ำมาศ จ.บุรีรัมย์

บังกาโลที่พักนักท่องเที่ยวภายในศูนย์ฯ ที่คาดว่าจะสามารถนำไปเป็นต้นแบบในการสร้างบ้านพักให้กับควาญช้าง และศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ภายในเกาะพระ อุทยานลำน้ำมาศ จ.บุรีรัมย์ ต่อไป

คุณเล็ก ผู้ก่อตั้งเจ้าของศูนย์บริบาลช้างแม่แตง กำลังบรรยายให้กับชาวบ้านที่มาศึกษาดูงานเกี่ยวกับวิธีการดูแลช้าง และการดำเนินงานของศูนย์ฯ อย่างเป็นกันเอง

การศึกษาดูงานเกี่ยวกับการทำผลิตภัณฑ์จากมูลช้าง โดยเริ่มจากการล้างมูลช้างให้สะอาด ผึ่งแดดให้แห้ง แล้วจึงนำมาผสมกับโซดาไฟและไฮโดรเจนเพื่อฟอกสี แต่หากต้องการให้กระดาษมีสีสันเพิ่มมากขึ้น ก็สามารถเติมสีเคมีลงในน้ำที่ผสมกับมูลช้างตามต้องการ  จากนั้นนำมูลช้างไปละลายน้ำแล้วเทลงบนแผ่นเฟรมเพื่อขึ้นรูปเป็นแผ่นกระดาษ แล้วนำไปผึ่งแดดต่อให้แห้ง ประมาณ 1 - 2 วัน ก็จะได้เป็นแผ่นกระดาษจากมูลช้างขนาดใหญ่ และสามารถนำมาดัดแปลงเพื่อทำเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ต่อไป

คนงานภายในศูนย์ผลิตกระดาษจากมูลช้างไทยมิตร กำลังสาธิตวิธีการทำผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น การ์ดอวยพรในเทศกาลต่างๆ กล่องกระดาษของขวัญ สมดจดงาน ซองจดหมาย เป็นต้น

ชาวบ้านที่มาศึกษาดูงานกำลังฝึกปฏิบัติ และเรียนรู้เกี่ยวกับเทคนิคในการผลิตกล้าไม้และการดูแลกล้าไม้ในเรือนเพาะชำ ที่เรือนเพาะชำเพื่อการวิจัยของหน่วยวิจัยการฟื้นฟูป่า มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ บนดอยสุทเพ

การบรรยายเกี่ยวกับการจัดการการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ที่บ้านแม่กำปอง กิ่ง อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่