ช้างศรีแพรและนกน้อยย้ายไปอยู่บนเกาะอย่างอิสระแล้ว

จ.บุรีรัมย์ - ในระหว่างวันที่ 9 - 22 สิงหาคม 2552 ที่ผ่านมาทางมูลนิธิพาช้าง กลับบ้านได้มีโอกาสทำกิจกรรมอาสาสมัครปลูกป่าให้ช้างอีกครั้งที่อุทยานลำน้ำมาศ จ.บุรีรัมย์ ร่วมกับกลุ่มอาสาสมัครชาวเนเธอร์แลนด์จากองค์กรคอมมูนโด(Commundo) ที่เดินทางกันมาเป็นครอบครัวเพื่อมาท่องเที่ยวและทำกิจกรรมสาธารณะประโยชน์ให้กับเมืองไทย

ตลอดระยะเวลา 2 สัปดาห์นี้ ทางมูลนิธิฯ มีโครงการหลายอย่างที่จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในทริปนี้ ได้แก่ การปลูกกล้าไม้ในโครงการปลุกป่าให้ช้างให้แล้วเสร็จทั้งหมด 20,000 ต้น  การตัดหญ้าและใส่ปุ๋ยให้กับกล้าไม้ในแปลงปลูกป่าทั้งหมด  การปลูกพืชอาหารให้ช้าง การติดตั้งป้ายประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับช้างริมถนนหลัก นครราชสีมา - บุรีรัมย์เพื่อเชิญชวนให้คนในท้องถิ่นเข้ามาเยี่ยมชมช้าง  การก่อสร้างโรงช้างสำหรับเป็นที่อยู่แห่งใหม่ของช้างบนเกาะพระ  การก่อสร้างบ้านพักควาญช้างและศูนย์บริการนักท่องเที่ยว การจัดอบรมการผลิตกล้าไม้ในเรือนเพาะชำท้องถิ่นสำหรับโครงการปลูกป่าให้ช้าง ในปี 2553  รวมทั้งการให้ความรู้เกี่ยวกับช้างและการสร้างจิตสำนึกเกี่ยวกับการฟื้นฟูป่าให้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาในโรงเรียนที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง รวมทั้งการนำนักเรียนไปเยี่ยมชม และเรียนรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมของช้างที่อาศัยอยู่ที่อุทยานลำน้ำมาศด้วยตนเอง  นอกจากนี้ ในระหว่าง 2 สัปดาห์นี้จะมีทีมงานถ่ายทำสารคดีจากสถานีโทรทัศน์ 2 ช่อง จะมาติดตามถ่ายทำสารคดีเกี่ยวกับการทำงานของคุณอังตัวเน็ต และกิจกรรมต่างๆของมูลนิธิพาช้างกลับบ้านด้วย จึงนับเป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ที่คุ้มค่าจริงๆ สำหรับการทำกิจกรรมที่หลากหลายอันจะเป็นประโยชน์อย่างมากทั้งต่อทั้งช้าง และคนชุมชนในท้องถิ่น

นอกจากนี้ ก่อนที่ทางอาสาสมัครจะเดินทางกลับ(ในวันที่ 22 ส.ค 52 ที่ผ่านมา) ได้มีการช่วยกันนำช้างนกน้อย และศรีแพรว่ายน้ำข้ามลำน้ำมาศเพื่อไปอาศัยอยู่อย่างอิสระเสรีในป่าตามธรรมชาติบนเกาะพระ ซึ่งเป็นเกาะที่เหมาะจะเป็นที่อยู่อาศัยของช้างมากที่สุดภายในอุทยานลำน้ำมาศ เนื่องจากมีหญ้า และต้นไผ่อยู่เป็นจำนวนมากซึ่งเป็นแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์สำหรับช้างทั้ง 2 เชือก  รวมทั้งช้างสามารถเดินไปมาได้อย่างอิสระในป่าตามธรรมชาติได้อย่างแท้จริง โดยไม่จำเป็นต้องล่ามโซ่ที่เท้าอีกต่อไปไว้ตลอดเวลาอีกต่อไป   

จากการที่มูลนิธิฯ ได้รับความช่วยเหลือเป็นอย่างดีจากหลายๆฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านจากชุมชนบ้านไผ่น้อยและบ้านไผ่ใหญ่  ศูนย์พัฒนาชนบทผสมผสาน(PDA ศูนย์ลำปลายมาศ)  นายอำเภอลำปลายมาศ  อบต.หนองคู ตลอดจนอาสาสมัครทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ เป็นต้น  ทำให้เรารู้สึกเหมือนกับว่า เราได้ก้าวหน้าไปอีกขั้นหนึ่ง สำหรับการช่วยเหลือช้าง อย่างน้อยในครั้งนี้ทางเราสามารถย้ายช้างข้ามไปอาศัยอยู่อย่างอิสระบนเกาะพระได้แล้วอย่างที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่เริ่มแรก รวมทั้งสิ่งก่อสร้างที่กำลังดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นโรงช้าง บ้านพักควาญช้าง ตลอดจนศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ที่ใกล้จะก่อสร้างเสร็จในอนาคตอันใกล้  เพื่อรองรับการทำการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อช้างที่กำลังขยายตัวเพิ่มมากขึ้น  ซึ่งท่านสามารถดูรายละเอียดของกิจกรรมที่ได้ดำเนินการในช่วง 2 สัปดาห์นี้ พร้อมกับภาพถ่ายในด้านล่างนี้

เริ่มจากในช่วงสัปดาห์แรก มีอาสาสมัครจำนวนมากได้เข้ามาเยี่ยมชมช้าง และทำกิจกรรมในการดูแลช้างร่วมกัน  ไม่ว่าจะเป็น เจ้าหน้าที่มูลนิธิพาช้างกลับบ้าน อาสาสมัครจากประเทศเนเธอร์แลนด์  กลุ่มนักศึกษาคณะนิเทศศาสตร์จากมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต กรุงเทพฯ จำนวน 10 คน ที่ตั้งใจจะมาถ่ายทำสารคดีเกี่ยวกับชีวิตการทำงานของคุณอังตัวเน็ต ซึ่งเป็นผู้อำนวยการมูลนิธิพาช้างกลับบ้าน พร้อมกับมาร่วมทำกิจกรรมอาสาสมัครปลูกพืชอาหารให้ช้างไปพร้อมๆกันด้วย สำหรับในสัปดาห์ที่สอง ทางเราได้มีอาสาสมัครมาร่วมกิจกรรมเพิ่มเติมทั้งจากกรุงเทพ หัวหิน และจากประเทศเนเธอร์แลนด์  และเหมือนกับทุกครั้งที่ทางเรามีกิจกรรมปลูกป่าให้ช้าง กลุ่มที่เข้ามาช่วยเหลืออย่างดีมาโดยตลอด และไม่เคยพลาดแม้แต่ครั้งเดียว นั่นก็คือ กลุ่มเด็กๆจากบ้านไผ่ใหญ่ ที่ได้มาช่วยกันปลูกกล้วยให้ช้าง และให้อาหารช้าง พร้อมๆกับสร้างความบันเทิงให้กับอาสาสมัครได้ไม่น้อยทีเดียว จากความร่วมมือร่วมใจของอาสาสมัครทุกคน ทำให้งานของเราสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

การปลูกพืชอาหารช้าง ทางอาสาสมัครร่วมกับชาวบ้านในชุมชนบ้านไผ่ใหญ่และบ้านไผ่น้อย ได้ช่วยกันปลูกพืชอาหารช้าง ได้แก่ ต้นกล้วย จำนวน 100 ต้น บนเกาะพระแล้วเสร็จในเวลาอันรวดเร็ว  ซึ่งขณะนี้ช้างอาจจะยังไม่สามารถใประโชน์จากต้นกล้วยที่เพิ่งปลุกได้ แต่ในอนาคตเมื่อกล้วยที่ปลูกนี้เกิดดอกออกผล  ก็จะทำให้มีแหล่งอาหารเพิ่มมากขึ้นสำหรับช้างที่จะมาอาศัยอยู่บนเกาะนี้ในอนาคตต่อไป

การทำกิจกรรมร่วมกับเด็กนักเรียนชั้นประถม 4 - 6 ในโรงเรียนประถมประจำอำเภอลำปลายมาศ

นอกเหนือไปจากกิจกรรมที่เกี่ยวกับช้างแล้ว ทางมูลนิธิฯ ยังให้ความสำคัญเกี่ยวกับการให้ความรู้อและสร้างควาตระหนักให้กับเด็กนักเรียนให้เห็นความสำคัญของช้างไทยและต้องการที่จะช่วยเหลือช้างไทย และในวันที่ 17 ส.ค 52 ตั้งแต่เวลา 9.00 - 15.00 น. ทางมูลนิธิฯ พร้อมกับกลุ่มอาสาสมัครชาวเนเธอร์แลนด์ ได้มีโอกาสเข้าไปให้ความรู้เกี่ยวกับช้าง การปลูกฟื้นฟูป่าให้กับช้างให้กับเด็กนักเรียนในระดับชั้นประถมปีที่ 4 - 6 ที่โรงเรียนจันทราวาสคุรุราษฎร์วิทยา อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ ด้วยการเล่นเกมส์ กิจกรรมสันทนาการต่างๆ ปิดท้ายที่การนำเสนอเกี่ยวกับกิจกรรมพาช้างกลับบ้านของมูลนิธิฯ  การสอบถามนักเรียนจำนวนกว่าครึ่งหนึ่งของทั้งหมดยังไม่มีโอกาสไปเยี่ยมชมช้างนกน้อยและศรีแพรซึ่งอาศัยอยู่ที่อุทยานลำน้ำมาศเลย ทั้งๆที่เด็กๆ เหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วมีบ้านพักอาศัยอยู่ใกล้กับอุทยานลำน้ำมาศ  แต่ไม่เคยได้สัมผัสกับช้างตัวเป็นๆเลย จะมีแต่เฉพาะกลุ่มเด็กนักเรียนจากบ้านไผ่ใหญ่ ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ทำงานร่วมกับมูลนิธิฯ ที่จะได้มีโอกาสใกล้ชิดช้างมากกว่าเด็กนักเรียนจากหมู่บ้านอื่น ดังนั้นทางมูลนิธิฯ จึงได้ขออนุญาตในการที่จะนำเด็กนักเรียนทั้งหมดไปเยี่ยมชมช้างของจริงที่อาศัย  พร้อมกับให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลช้าง และให้เด็กนักเรียนช่วยกันให้อาหาร และอาบน้ำให้ช้าง ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากคณะครูของโรงเรียน

สำหรับกิจกรรมตลอดทั้งวันภายในโรงเรียน เต็มไปด้วยความสนุกสนานและเป็นกันเอง เด็กนักเรียนได้ความรู้เกี่ยวกับช้าง พร้อมๆไปกับการเรียนรู้ภาษาอังกฤษกับชาวต่างชาติผ่านการเล่นเกมส์ การแสดงละคร และกิจกรรมสันทนาการต่างๆ ตลอดเวลา ดูเหมือนกับว่าเด็กๆจะเพลิดเพลินกับการใช้เวลาเล่นเกมส์กับพี่ๆชาวต่างชาติมากจนไม่ยอมกลับชั้นเรียน และพยายามที่จะสรรหาเกมส์มาแลกเปลี่ยนกับชาวต่างชาติอยู่ตลอดเวลา เพื่อไม่ให้พี่ๆรีบเดินทางกลับจนกว่าโรงเรียนจะเลิก  ซึ่งทำให้พี่ๆชาวต่างชาติรู้สึกประทับใจในมิตรภาพและความจริงใจที่ได้รับจากเด็กนักเรียนเหล่านี้เป็นอย่างมาก

และเมื่อวันที่ทางมูลนิธิฯ ได้พาเด็กนักเรียนชั้นประถม 4 - 6 ไปเยี่ยมช้างก็มาถึง คือ ในตอนบ่ายของวันที่ 20/8/52 พวกเด็กนักเรียนจำนวนกว่า 60 คน ต่างรีบกระโจนขึ้นรถบรรทุก(รถอีแต๋น) ที่ทางเราจัดเตรียมให้จนแน่นขนัด และเมื่อไปถึงอุทยานลำน้ำมาศ เด็กนักเรียนก็พากันไปห้อมล้อมช้างทั้ง 2 เชือก และช่วยกันให้อาหารช้าง เช่น กล้วย แตงโม แตงกวา ข้าวโพด ฯลฯ  ที่ทางเราจัดเตรียมให้ โดยไม่มีท่าทีตื่นกลัวช้างเลย บางส่วนก็พยายามสัมผัส และลูบคลำช้างอย่างรักใคร่ตลอดเวลา  หลังจากให้อาหารช้างเสร็จแล้ว เด็กนักเรียนได้แบ่งเป็นกลุ่มย่อย เพื่อวาดรูปช้างทั้ง 2 เชือกเพื่อส่งเข้าประกวดภาพวาดช้างร่วมกับทางมูลนิธิฯ ซึ่งเด็กนักเรียนหลายคนมีทักษะในการวาดภาพที่ดีทีเดียว โดยส่วนใหญ่แล้วทุกคนจะเขียนข้อความลงไปในภาพวาดด้วย เช่น ฉันรักช้างนกน้อย ฉันรักช้างศรีแพร เป็นต้น ซึ่งก็ทำให้ทางทีมงานของเรารู้สึกดีใจที่เห็นเด็กนักเรียนเหล่านี้รักและให้ความสนใจช้างเป็นอย่างมาก ภายหลังจากการวาดภาพ เด็กนักเรียนก็ได้ช่วยกันอาบน้ำให้ช้างด้วยการใช้สายยางฉีดน้ำทำความสะอาดตัวให้ช้าง ก่อนที่จะแยกย้ายกันกลับบ้านในเวลาประมาณ 15.30 น. นอกจากนี้นักเรียนส่วนใหญ่ยังให้สัญญากับเราในการที่จะกลับมาช่วยกันให้อาหารและดูแลช้างของพวกเขาต่อไปเมื่อมีโอกาส

การก่อสร้างโรงช้างบนเกาะพระ  ภายหลังจากที่ทางมูลนิธิฯ ได้รับจดหมายอนุญาตในการดำเนินโครงการพาช้างกลับบ้านที่อุทยานลำน้ำมาศได้ในระยะยาวจากทางนายอำเภอลำปลายมาศแล้ว เจ้าหน้าที่ของมูลนิธิฯ และอาสาสมัครจาก   เนเธอร์แลนด์ ได้เริ่มเข้ามามีส่วนช่วยในการก่อสร้างโรงช้าง เพื่อเป็นบ้านพักอาศัยคุ้มแดดคุ้มฝนให้กับช้างทั้ง 2 เชือก ที่จะมีการย้ายข้ามไปอยู่อย่างอิสระบนเกาะในเร็ววันนี้  ซึ่งการก่อสร้างเริ่มจากการขนเสาไม้ขนาดใหญ่ จำนวน 12 ท่อน เพื่อทำเป็นโครงสร้างของโรงช้าง โดยใช้อาสาสมัครผู้ชายที่แข็งแรงช่วยกันนำท่อนไม้ลอยข้ามลำน้ำมาศไปยังเกาะดังที่ได้เห็นในภาพ  แต่น่าเสียดายที่เมื่อทำการตรวจสอบอีกครั้งภายหลังการขนย้ายท่อนไม้เหล่านี้ข้ามไปยังเกาะพระทั้งหมดแล้ว  ถึงได้ทราบว่าคุณภาพของเสาไม้เหล่านี้ต่ำกว่ามาตรฐานตามที่กำหนดไว้  แต่ก็ยังโชคดีที่มีชาวบ้านในชุมชนบ้านไผ่น้อยยินดีที่จะบริจาคต้นไม้สำหรับนำมาทำเป็นเสาโรงช้างอันใหม่ทั้งหมด จำนวน 12 ต้นให้กับมูลนิธิฯ เพื่อให้ได้โรงช้างที่แข็งแรง และทนทานต่อการอยู่อาศัยของช้างในระยะยาว ซึ่งทางมูลนิธิฯ ต้องขอขอบพระคุณคุณชุติกาญจน์ ประกายะ ประธานกองทุนช้างนกน้อย มา ณ ที่นี้ด้วยในการบริจาคเสาสำหรับก่อสร้างโรงช้าง  ซึ่งทางทีมงานก่อสร้างก็จะรีบดำเนินการตัดไม้และขนย้ายเสาไม้ทั้งหมดไปยังเกาะพระอีกครั้งหนึ่งโดยเร็วที่สุด  เพื่อให้การก่อสร้างโรงช้างดำเนินต่อไปและไม่ล่าช้า โดยคาดการณ์ว่าจะใช้เวลาในก่อสร้างโรงช้างจนแล้วเส็จ ประมาณ 1 เดือน และเพื่อให้แล้วเสร็จก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงที่มีฝนตกหนักในเดือนตุลาคมที่จะมาถึง

 การย้ายช้างไปอาศัยอยู่อย่างอิสระบนเกาะพระ

วันสุดท้ายในการทำกิจกรรมอาสาสมัครปลูกป่าให้ช้างในครั้งนี้ คือ ในวันเสาร์ที่ 22 ส.ค 52 ทางมูลนิธิฯ ได้ติดต่อทีมงานควาญช้างซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในการควบคุมช้างจากศูนย์คชศึกษา บ้านตากลาง จ.สุรินทร์ จำนวน 9 คน เพื่อมาช่วยเหลือควาญช้างของมูลนิธิฯ ในการนำช้างว่ายน้ำข้ามลำน้ำมาศไปอาศัยอยู่อย่างอิสระบนเกาะพระ  โดยเริ่มจากศรีแพรก่อน เนื่องจากนกน้อยไม่ค่อยชอบน้ำเท่าที่ควร และเธอก็รู้ดีว่าทางควาญช้างจะพยายามนำเธอว่ายข้ามแม่น้ำไปให้ได้  ดังนั้นนกน้อย จึงได้วิ่งเตลิดหนีไปและไม่ยอมให้ควาญช้างขึ้นขี่คอ จนทางทีมงานต้องไปตามกลับมาและใช้เวลาเกลี้ยกล่อมอยู่นานพอสมควร  ดังนั้นจึงเป็นการง่ายกว่าที่จะนำศรีแพรข้ามแม่น้ำไปก่อน  โดยเริ่มจากที่ควาญช้าง 2 คน ขึ้นไปขี่คอศรีแพรเพื่อพาลงไปในแม่น้ำ โดยมีควาญช้างอีกอย่างละ 3 คนประกบทั้งด้านหน้า และด้านหลังของช้าง  ซึ่งควาญช้างต้องใช้ความพยายามอยู่นานในการที่จะพาศรีแพรลงไปในน้ำ เนื่องจากศรีแพรพยายามจะหมุนตัวกลับมาบนฝั่งและร้องเสียงดังด้วยความตกใจอยู่ตลอดเวลา แต่ในที่สุดเมือศรีแพรไปถึงกึ่งกลางแม่น้ำ ซึ่งถือเป็นช่วงที่ลึกที่สุดของลำน้ำ ศรีแพรก็ได้พยายามว่ายอย่างเต็มกำลังเพื่อไปยังเกาะพระที่อยู่ด้านหน้า ในขณะที่บนสะพานแขวนที่อยู่ด้านบนก็เต็มไปด้วยกลุ่มอาสาสมัคร กลุ่มชาวบ้าน และแน่นอนที่ไม่เคยพลาดเลยซักงาน ก็คือ กลุ่มเด็กจากบ้านไผ่ใหญ่ ที่มาให้กำลังใจทีมงานในการพาช้างว่ายน้ำข้ามเกาะ ต่างส่งเสียงเชียร์และเอาใจช่วยช้างทั้ง 2 เชือกให้ว่ายข้ามแม่น้ำมายังเกาะฝั่งนี้ให้ได้ และภายหลังจากที่ศรีแพรได้ข้ามมายังเกาะพระเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ศรีแพรดูจะตื่นเต้นกับย้านใหม่มาก เนื่องจากมีหญ้าอยู่เต็มเกาะให้ศรีแพรได้เลือกกินอย่างอุดมสมบูรณ์  ถัดจากศรีแพรก็ถึงคิวของนกน้อยแล้ว ทางทีมควาญช้างก็ได้ใช้วิธีเดียวกันในการพานกน้อยว่ายน้ำข้ามมา เพียงแต่ต้องใช้เวลานานกว่าศรีแพรมาก โดยมีควาญช้างของนกน้อย รวมทั้งพี่แต๋ว ซึ่งเป็นผู้ที่จัดหากล้วยมาให้นกน้อยอยู่เป็นประจำและรักนกน้อยมาก ได้ไปรออยู่ที่บนเกาะพระเรียบร้อยแล้ว และคอยตะโกนเสียงดังอยู่ตลอดเวลาเพื่อกระตุ้นให้นกน้อยว่ายน้ำข้ามมาจนสำเร็จ  ซึ่งภายหลังจากที่ช้างได้มาอาศัยอยู่ที่นี่แล้ว ทุกฝ่ายต่างเห็นตรงกันว่าช้างทั้ง 2 เชือก ดูมีความสุขมากขึ้น จากการที่ได้อาศัยอยู่ร่วมกันอย่างอิสระในที่อยู่ใหม่นี้ซึ่งมีแหล่งอาหารอย่างอุดมสมบูรณ์  และบ้านใหม่แห่งนี้คงจะเป็นเสมือนสวรรค์ของช้างต่อไปในอนาคต

สำหรับกิจกรรมอาสาสมัครในครั้งนี้ ทางมูลนิธิฯ ขอขอบคุณอาสาสมัครจากประเทศเนเธอร์แลนด์ ที่มาร่วมกิจกรรมกับเรา ดังรายชื่อดังต่อไปนี้ มาร์จาร์  เอ๊ดดี้  คีร่า  มาเร็ท  นีน่า  มาควิส  คริสทีน  มาร์ช่า  เยสเซอร์ และโครี่ ที่ได้มีส่วนช่วยเหลือมูลนิธิฯ เป็นอย่างมากในการปลูกป่าและพืชอาหารให้ช้าง การดูแลกล้าไม้ในแปลงปลูกป่า และช่วยกันดูแลช้าง  ตลอดจนการทำกิจกรรมเพื่อให้ความรู้แก่เยาวชนในโรงเรียนท้องถิ่น ตลอดระยะเวลา 2 สัปดาห์ในเดือนสิงหาคม 2552 ที่ผ่านมา และขอขอบคุณเยสเซอร์ ที่ได้บริจาคเงินให้กับกองทุนช้างทั้ง 2 เชือก เพื่อเป็นค่าอาหารและค่าใช้จ่ายในการดูแลช้างต่อไป  

เด็กๆจากบ้านไผ่ใหญ่กำลังช่วยกลุ่มอาสาสมัครในการปลูกต้นกล้วยเพื่อเป็นอาหารให้กับช้าง

ทีมงานกำลังขนย้ายป้ายประชาสัมพันธ์มาติดตั้งที่บริเวณด้านหน้าโครงการ

ทีมงานกำลังช่วยกันติดตั้งป้ายประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับช้างบริเวณด้านหน้าประตูทางเข้าของ อบต.หนองคู

 ป้ายประชาสัมพันธ์โครงการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับช้างที่ได้ติดตั้งแล้วเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้วบริเวณถนนสายหลักนครราชสีมา - บุรีรัมย์ ซึ่งเห็นได้ชัดเจนในระยะไกล

ทีมใส่ปุ่ยกำลังเอาใบกล้วยคลุมรอบๆโคนต้นกล้วย ภายหลังจากที่ใส่ปุ๋ยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อรักษาความชื้นในดินให้กับต้นกล้วย

ทีมปลูกกล้วยให้ช้าง ซึ่งประกอบไปด้วยอาสาสมัครทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ รวมทั้งกลุ่มเด็กเยาวชนจากบ้านไผ่ใหญ่ ที่มาช่วยปลูกป่าร่วมกับทางมูลนิธิฯ มาโดยตลอด โดยไม่เคยพลาดแม้แต่ครั้งเดียว

ในที่สุดการปลูกกล้วยให้ช้างกว่า 100 ต้น ก็สำเร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เย้!!

ควาญช้าง กำลังฝึกหัดให้ช้างศรีแพรว่ายน้ำข้ามลำน้ำมาศ ซึ่งเป็นแม่น้ำขนาดใหญ่ เพื่อไปอาศัยอยู่อย่างอิสระบนเกาะที่อยู่ฝั่งตรงข้ามของสะพานแขวน(ที่เห็นด้านหลัง)ต่อไปในอนาคตอันใกล้นี้

ทางมูลนิธิฯ ได้พาอาสาสมัครชาวต่างชาติไปทำกิจกรรมในโรงเรียนจันราวาสคุรุราษฎร์วิทยา ซึ่งเป็นโรงเรียนประถมประจำอำเภอลำปลายมาศ โดยในภาพได้มีการให้เด็กๆฝึกเล่นเกมส์หาศัพท์ภาษาอังกฤษ และเรียนรู้เกี่ยวกับความหมายของคำศัพท์เหล่านี้

เด็กนักเรียนชั้น ป.4 - 6 จากโรงเรียนจันทราวาส มาเยี่ยมชมพร้อมกับให้อาหารแก่ช้างนกน้อย และศรีแพร ที่อุทยานลำน้ำมาศ

เด็กนักเรียนกำลังขมักเขม้นวาดภาพของช้างทั้ง 2 เชือก เพื่อส่งเข้าประกวดภาพวาดช้างที่ทางมูลนิธิฯจัดขึ้น เพื่อให้เด็กนักเรียนรู้จักสังเกตพฤติกรรมของช้าง และยังเป็นการพัฒนาจินตนาการและทักษะในการวาดภาพของเด็กนักเรียนด้วย

เด็กนักเรียนช่วยกันอาบน้ำให้ช้างนกน้อยและศรีแพรอย่างสนุกสนาน

น้องจูน เด็กผู้หญิงที่ตัวเล็กที่สุดในชั้น ป.4 กำลังฉีดน้ำทำความสะอาดให้ศรีแพรอย่างตั้งอกตั้งใจ โดยไม่มีท่าทีตื่นกลัวช้างเลยแม้แต่น้อย ดูเหมือนว่าเธอจะรักช้างมากทีเดียวและไม่ยอมอยู่ห่างจากช้างเลย

 

เด็กนักเรียนที่ได้รับรางวัลจากการประกวดวาดภาพช้างนกน้อยและศรีแพร ถ่ายภาพร่วมกับอาสาสมัครชาวเนเธอร์แลนด์

ทีมงานควาญช้างจากศูนย์คชศึกษา บ้านตากลาง จ.สุรินทร์ กำลังช่วยควาญช้างของมูลนิธิฯ ในการพาช้างทั้ง 2 เชือกว่ายข้ามลำน้ำมาศเพื่อพาช้างไปอาศัยอยู่อย่างอิสระเสรีในป่าตามธรรมชาติบนเกาะพระ ภายในอุทยานลำน้ำมาศ (วันเสาร์ที่ 22 ส.ค 52)

กลุ่มอาสาสมัคร และชาวบ้านในชุมชนที่มาให้กำลังใจช้างทั้ง 2 เชือก ในการว่ายน้ำข้ามไปอาศัยอยู่อย่างอิสระเสรีบนเกาะพระ ซึ่งเป็นบ้านแห่งใหม่ พร้อมกับให้รางวัลช้างเป็นกล้วยและผลไม้จำนวนมาก

ปัจจุบัน(ตั้งแต่วันที่ 22 ส.ค 52 เป็นต้นมา)ช้างนกน้อย และศรีแพร ได้ย้ายมาอาศัยอยู่อย่างอิสระเสรีในป่าตามธรรมชาติบนเกาะพระ โดยไม่มีโซ่ล่ามอีกต่อไปแล้ว หลังจากที่ช้างได้ย้ายมาอยู่ที่บ้านใหม่แห่งนี้  ทำให้ช้างมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและมีความสุขมากขึ้น เนื่องจากที่นี่มีต้นไม้ตามธรรมชาติอยู่มาก ซึ่งช้างสามารถไปพักอาศัยหลบแดดหลบฝนได้ รวมทั้งบนเกาะนี้ยังมีหญ้านานาชนิด และต้นไผ่ซึ่งที่เป็นอาหารอย่างดีของช้างอยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้ทั้งนกน้อยและศรีแพรมีอาหารการกินที่อุดมสมบูรณ์มากกว่าเดิม