กิจกรรมปลูกป่าให้ช้างที่เกาะช้าง อุทยานลำน้ำมาศ จ.บุรีรัมย์ มิถุนายน 2552
วันที่ 26 มิถุนายน - 1 กรกฎาคม 2552 กิจกรรมปลูกป่าให้ช้าง และการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับช้าง ที่อุทยานลำน้ำมาศ อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์
ในระหว่างสัปดาห์นี้ ทางมูลนิธิพาช้างกลับบ้าน ร่วมกับกลุ่มนักศึกษาชาวเนเธอร์แลนด์(ที่เดินทางมาร่วมปลูกป่ากับมูลนิธิฯ ตั้งแต่กลางเดือน มิ.ย 52 ที่ผ่านมา) และกลุ่มอาสาสมัครทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติจำนวนมากจากกรุงเทพฯ ได้ใช้เวลาร่วมกันในชุมชนบ้านไผ่น้อยและบ้านไผ่ใหญ่ อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ สำหรับการเตรียมงานปลูกป่าครั้งใหญ่อีกงานหนึ่งในเดือนมิถุนายน 2552 นั่น ก็คือ กิจกรรมการปลูกป่าให้ช้างภายในอุทยานลำน้ำมาศ ในวันที่ 28 มิ.ย 52 ในพื้นที่ 3 เกาะที่อยู่ภายในอุทยาน คือ เกาะลัดตะวัน เกาะลัดจันทร์ และเกาะพระ ในเนื้อที่รวมกันประมาณ 40 ไร่ สำหรับการปลูกพรรณไม้จำนวนทั้งสิ้น 20,000 กล้าไม้
สำหรับการมาทำกิจกรรมปลูกป่าให้ช้างในเดือนมิถุนายน 52 (ในครั้งนี้) ดูเหมือนว่าทางชุมชนบ้านไผ่ใหญ่จะตื่นเต้นมากเป็นพิเศษ เนื่องจากครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกที่มีกลุ่มอาสาสมัครชาวต่างชาติจะเข้าพักอาศัยร่วมกับชุมชนแบบโฮมเสตย์(Homestay) เป็นเวลา 3 วัน เนื่องด้วยครั้งนี้เป็นครั้งแรก และคนในชุมชนยังไม่มีประสบการณ์ในการอยู่ร่วมกับชาวต่างชาติ จึงมีความกังวลพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำอาหารมื้อเช้าให้ชาวต่างชาติ ความกังวลเกี่ยวกับห้องน้ำแบบเดิมที่ไม่มีชักโครกหรือฝักบัว ว่าทางผู้ที่มาพักจะพึงพอใจหรือไม่ เป็นต้น สำหรับกลุ่มนักศึกษาเหล่านี้ตั้งแต่เริ่มเดินทางมาปลูกป่ากับทางมูลนิธิฯ ส่วนใหญ่ก็จะพักอยู่ที่โรงแรม หรือที่พักที่ค่อนข้างจะสะดวกสบาย และได้พักอยู่ร่วมกันเป็นส่วนตัว แต่ในครั้งนี้พวกเขาจะต้องพักร่วมบ้านเดียวกับชุมชน กระจายไปตามบ้านแต่ละหลังในชุมชน จึงเป็นเรื่องที่พวกเขาจะต้องปรับตัวอยู่มากเช่นเดียวกัน จากการสำรวจบ้านโฮมสเตย์แต่ละหลัง พบว่าห้องน้ำในบ้านแต่ละหลังถือว่าสะอาดทีเดียว เพียงแต่ทางกลุ่มนักศึกษาเหล่านี้ยังไม่คุ้นเคยกับการใช้ขันตักน้ำในการอาบน้ำและการใช้ห้องน้ำแบบเดิม จึงมีปัญหาในการใช้ห้องน้ำและอาบน้ำอยู่บ้าง นอกจากนี้การที่พวกเขาถูกกระจายไปพักตามบ้านแต่ละหลังที่ห่างไกลกันมาก ประกอบกับปัญหาในการสื่อสาร จึงทำให้ในช่วงแรกพวกเขามีความลำบากในการในการปรับตัวอยู่พอสมควร แต่ก็ถือเป็นสิ่งที่ดีสำหรับพวกเขาในการที่จะเรียนรู้ในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และการปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตของชุมชนให้ได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 1-2 วัน หลังจากที่พวกเขาเริ่มปรับตัวได้แล้ว ก็ทำให้การใช้ชีวิตในชุมชนเป็นเรื่องที่สนุกสนานมาก เนื่องจากชุมชนได้ต้อนรับและดูแลเอาใจใส่พวกเขาเป็นอย่างอบอุ่น เป็นกันเอง เสมือนเป็นสมาชิกในครอบครัวเดียวกัน ดังนั้นการใช้ชีวิตที่นี่ จึงนับว่าเป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่าสำหรับพวกเขามาก
ก่อนวันปลูกป่า ทางเรามีเวลาเตรียมงานประมาณ 1 วันครึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการขนย้ายกล้าไม้ จำนวน 10,000 กล้าไม้ ไปยังเกาะที่อยู่อีกด้านหนึ่ง และมีการขนย้ายกล้าไม้ทั้งหมด ปุ๋ยอินทรีย์ และอุปกรณ์ต่างๆในการปลูกป่า ไปกระจายยังจุดต่างๆทั่วแปลงปลูกป่า เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่คนที่จะมาร่วมปลูกป่า มีการซ่อมแซมหลุมปลูกบางหลุมให้มีขนาดใหญ่เพียงพอสำหรับปลูกกล้าไม้ การนำไม้ไผ่ไปปักไว้ข้างหลุมปลูกให้แน่นขึ้น และที่สำคัญอีกอย่างคือ การย้ายฝูงแพะออกจากแปลงปลูกป่าไปยังเกาะอีกด้านหนึ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้แพะเหล่านี้ไปทำลายกล้าไม้ในแปลงปลูกป่า สำหรับกล้าไม้ที่จะนำไปปลูกนั้น ผลิตโดยชุมชนในบ้านไผ่ใหญ่และไผ่น้อยทั้งสิ้น จากการที่มูลนิธิฯ ได้จัดอบรมเรื่องการผลิตกล้าไม้คุณภาพไปในเดือน ธ.ค 51 ที่ผ่านมา รวมทั้งยังส่งเสริมให้ชุมชนจัดทำเรือนเพาะชำเพื่อผลิตกล้าไม้ขายให้กับมูลนิธิฯ ซึ่งเงินจำนวนหนึ่งจากการผลิตกล้าไม้จะสมทบในกองทุนช้าง เพื่อใชในการดูแลช้างที่นี่ต่อไป สำหรับกล้าไม้ที่จะปลูกในปีนี้ มีจำนวนทั้งสิ้น 20,000 กล้าไม้ ประกอบด้วยพรรณไม้ท้องถิ่นที่สามารถช่วยในการฟื้นฟูป่าได้อย่างรวดเร็ว และเป็นอาหารของช้างได้ จำนวน 20 - 25 ชนิด และกล้าไม้มีขนาดเหมาะสมตามที่ทางเรากำหนดไว้ คือ กล้าไม้ต้องสูงประมาณ 40 - 60 ซม. ปลูกอยู่ในถุงขนาด 9 นิ้ว ต้นไม้มีลักษณะแข็งแรง ไม่มีโรคแมลง หรือใบหลุดร่วง เป็นต้น

ในตอนแรกของการขนย้ายกล้าไม้ไปยังเกาะพระนั้น เริ่มจากการที่กลุ่มอาสาสมัคร ร่วมกับเด็กๆ และชาวบ้านในชุมชนยืนเรียงแถวส่งต่อกล้าไม้กันไปเป็นแถวเพื่อข้ามสะพานแขวนไปยังเกาะพระ(ซึ่งจะเป็นที่อยู่อาศัยแห่งใหม่ของช้างทั้ง 2 เชือกในอนาคตอันใกล้นี้ ทันทีที่มีการก่อสร้างโรงช้างแล้วเสร็จ) แต่เนื่องจากกล้าไม้ที่ขนข้ามสะพานแขวนไปนั้นมีจำนวนมาก และสะพานก็สั่นไปมาอยู่ตลอดเวลา ประกอบกับอากาศที่ร้อนจัดมาก จึงทำให้การทำงานเป็นไปได้ค่อนข้างช้า และทุกคนเริ่มเหนื่อยล้า ดังนั้นจึงได้เปลี่ยนเป็นการขนกล้าไม้โดยทางเรือหางยาว จำนวน 2 ลำ แต่งานก็ยังเป็นไปได้ช้า เนื่องจากเรือมีขนาดเล็ก ดังนั้นในท้ายที่สุดจึงได้เปลี่ยนมาเป็นการขนกล้าไม้ที่เหลือทั้งหมด ลงไปในเรือแพคาราโอเกะขนาดใหญ่แทนเพื่อจะขนกล้าไม้ให้เสร็จในครั้งเดียวกันโดยไม่ต้องขนย้ายกันหลายรอบ
สำหรับการเตรียมงานในวันปลูกป่านั้น มีหลายฝ่ายมาร่วมด้วยช่วยกัน เช่น ชาวบ้านจากทั้ง 2 ชุมชนช่วยกันจัดเตรียมข้าวกล่อง จำนวน 300 ห่อให้กับคนที่จะมาร่วมปลูกป่า รวมทั้งน้ำหวาน และน้ำดื่มจำนวนมาก และบางส่วนก็ได้สนับสนุนของว่าง และน้ำแข็งเพิ่มเติมด้วย นอกจากนี้กลุ่มนักศึกษา จากวิทยาลัยเกษตร และเทคโนโลยีบุรีรัมย์ได้นำจอบ เสียม และอุปกรณ์ต่างๆในการปลูกป่ามาสมทบเพิ่มเติม ทีมงานผู้สื่อข่าวจากสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 ได้เข้ามาถ่ายทำรายการเกี่ยวกับการช่วยเหลือช้างและการปลูกป่าให้ช้าง เพื่อประชาสัมพันธ์การทำงานของมูลนิธิฯ(ซึ่งจะออกอากาศในเวลาประมาณ 19.30 น. ในสัปดาห์ถัดไป) นอกจากนี้ยังมีชาวบ้านบางส่วนที่ช่วยกันย้ายฝูงแพะไปยังเกาะอื่นๆ ที่มีความอุดมสมบูรณ์เพียงพอที่แพะจะอาศัยอยู่ได้ เนื่องจากหากปล่อยฝูงแพะจำนวนมากไว้ในแปลงปลูกป่าต่อไป ฝูงแพะเหล่านี้อาจจะกัดกิน หรือทำลายกล้าไม้เล็กที่เพิ่งปลูกไว้ในแปลงปลูกป่า และจะทำให้การปลูกฟื้นฟูป่าเป็นไปได้อย่างยากลำบาก ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องย้ายฝูงสัตว์ต่างๆ ออกไปจากแปลงปลูกป่า เพื่อช่วยให้การฟื้นฟูป่ากลับมาได้รวดเร็วขึ้น
ในกลางคืนวันเสาร์ที่ 27 มี.ค 52 ทางชุมชนบ้านไผ่ใหญ่ได้จัดงานต้อนรับอาสาสมัครกลุ่มต่างๆที่มาร่วมปลูกป่าทั้งจากต่างประเทศและกลุ่มที่มาจากกรุงเทพฯ อย่างยิ่งใหญ่ โดยเริ่มจากการต้อนรับแบบประเพณีอีสานดั้งเดิม เช่น พิธีบายศรีสู่ขวัญ ผูกข้อมือและผูกผ้าขาวม้ารอบเอว เพื่อเป็นการแสดงการต้อนรับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน จากนั้นจึงเป็นการแสดงที่น่าประทับของของกลุ่มเด็กเยาวชนในหมู่บ้าน เช่น การรำเซิ้งแบบอีสาน การเต้นแอโรบิกแดนซ์ และการเต้นกระโดดเชือกร่วมกันประกอบเพลงเข้าจังหวะ เป็นต้น แต่รู้สึกว่ากิจกรรมที่ได้รับความสนใจจากผู้มาร่วมงานมากที่สุด เห็นจะเป็น การเต้นกระโดดเชือกร่วมกัน ที่หลายๆคนพร้อมใจกันไปต่อแถวยาวเหยียดเพื่อเต้นกระโดดเชือกร่วมกับเด็กๆ นานนับเป็นชั่วโมงๆ โดยไม่มีท่าทีที่จะเบื่อหน่าย ซึ่งการได้ร่วมกิจกรรมต่างๆเหล่านี้ก็ถือเป็นช่วงเวลาที่ผ่อนคลายสำหรับกลุ่มอาสาสมัครทุกคนจากการที่ต้องทำงานหนักท่ามกลางอากาศที่ร้อนจัดมาตลอดทั้งวัน โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษาชาวเนเธอร์แลนด์ที่ได้ร่วมเดินทางมาปลูกป่ากับทางมูลนิธิฯ ตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ช่วงเวลานี้จึงถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของพวกเขาในทริปนี้และเต็มไปด้วยความสนุกสนานและผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้าจากการที่ต้องตรากตรำไปปลูกป่าในที่ต่างๆร่วมกับเรามาเป็นระยะเวลาหลายวันแล้ว
ในวันปลูกป่านั้น เวลาช่างผ่านไปรวดเร็วมาก อาสาสมัครละทีมได้ปลูกป่าร่วมกันอย่างขมักเขม้น และกระตือรือล้น นอกจากนี้การปลูกป่ายังดำเนินไปด้วยความเป็นระเบียบเรียบร้อย จนกระทั่งในตอนบ่าย (14.00 น.) กล้าไม้จำนวนกว่า 10,000 ต้น ก็ได้ถูกปลูกลงในแปลงปลูกป่าในบริเวณเกาะลัดตะวัน และเกาะพระจนเกือบเต็มพื้นที่แล้ว และสภาพของแปลงปลูกป่าโดยรวมดูเป็นระเบียบและได้มีทีมงานที่คอยตรวจเช็คคุณภาพในการปลูกต้นไม้ด้วย ดังนั้นทางเราจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่ากล้าไม้ที่ปลูกในต้นฤดูฝนเหล่านี้ก็คงรอดตายและเจริญงอกงามดีหากได้รับน้ำฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงฤดูที่จะถึงนี้
แต่อย่างไรก็ตามทางเราก็ไม่สามารถปลูกกล้าไม้ทั้งหมด จำนวน 20,000 กล้าไม้ให้แล้วเสร็จภายในวันเดียวได้ ตามที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ เนื่องจากจำนวนของอาสาสมัครที่มาร่วมปลูกป่าจากชุมชนทั้ง 2 แห่ง มีจำนวนน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ค่อนข้างมาก จึงทำให้ต้องกำหนดวันปลูกป่าในครั้งต่อไป เพื่อให้ปลูกกล้าไม้ที่เหลือทั้งหมดให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด สำหรับโครงการปลูกป่าให้ช้าง ถือเป็นโครงการหนึ่งเมื่อเริ่มจัดตั้งธนาคารหมู่บ้าน และเงื่อนไขที่ตกลงร่วมกันคือ ชาวบ้านในชุมชนทั้งหมดจะต้องมีส่วนร่วมในกิจกรรมการปลูกป่า ดังนั้นเมื่อการปลูกป่ายังไม่แล้วเสร็จ ทางมูลนิธิฯจึงยังไม่สามารถโอนเงินค่าจัดซื้อกล้าไม้ไปยังกองทุนหมู่บ้านทั้ง 2 แห่งได้ จนกว่าจะปลูกกล้าไม้ทั้งหมดให้แล้วเสร็จเสียก่อน และในตอนเย็นของวันถัดมา คือ วันที่ 29 มิ.ย 52 หลังจากที่ทางมูลนิธิพาช้างกลับบ้าน ได้ประชุมร่วมกับตัวแทนจากชุมชนทั้ง 2 แห่ง และ PDA ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำงานร่วมกับเรา ก็ได้ข้อสรุปว่า ในกิจกรรมการปลูกป่าให้ช้างนั้น เป็นโครงการที่ทั้ง 2 หมู่บ้านต้องร่วมมือ และทำงานร่วมกัน และผู้ที่ได้รับผลประโยชน์โดยตรงจากโครงการนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่น นอกจากทางชุมชนทั้ง 2 แห่งนั่นเอง และหลังจากการประชุมอันยาวนาน ทุกฝ่ายจึงตกลงร่วมกันที่จะจัดวันปลูกป่าครั้งใหม่ คือ ในวันอาทิตย์สัปดาห์ถัดไป(5 ก.ค 52) พร้อมกับได้ตั้งเป้าหมายในการที่จะปลูกกล้าไม้ที่เหลือทั้งหมดกว่า 10,000 ต้น ให้แล้วเสร็จไม่เกิน 1 สัปดาห์นับจากวันปลูกป่าครั้งในแรก
นอกเหนือไปจากการจัดกิจกรรมปลูกป่าให้ช้างในเดือนมิถุนายน 2552 ในครั้งนี้แล้ว ทางมูลนิธิฯ ยังมีโครงการอื่นๆ ที่จะต้องดำเนินการและติดตามความคืบหน้าในการดำเนินโดยเร็วที่สุดภายในเดือน มิ.ย 52 ดังต่อไปนี้
1. การก่อสร้างโรงช้าง(Elephant shelther) บนเกาพระ
ภายหลังจากที่ได้หารือกับทาง อบต.หนองคู ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลพื้นที่อุทยานลำน้ำมาศทั้งหมด ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 52 ที่ผ่านมา และได้จัดทำแบบแปลนในการก่อสร้างโรงช้างเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว รวมทั้งได้จัดเตรียมงบประมาณในการก่อสร้างทั้งสิ้นประมาณ 100, 000 บาท เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนการก่อสร้างจากทางสำนักงานอำเภอลำปลายมาศ จำนวน 50,000 บาท และทางมูลนิธิฯสมทบอีก 50,000 บาท แต่ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการขอจดหมายรับรองจากทาง อบต.หนองคู ในการใช้สถานที่ภายในอุทยานลำน้ำมาศในการดำเนินโครงการช่วยเหลือช้างระยะยาวต่อไป หากทันทีที่ได้รับจดหมายรับรองอย่างเป็นทางการ ทางมูลนิธิฯ จะได้ลงมือในการก่อสร้างโรงช้างโดยเร็วที่สุดต่อไป เนื่องจากเราตั้งเป้าหมายไว้ว่าทันทีที่การก่อสร้างโรงช้างแล้วเสร็จ(คาดว่าน่าจะไม่เกินเดือนกันยายน 2552) ทางเราจะทำการย้ายช้างทั้ง 2 เชือกไปไว้ที่เกาะพระทันที ซึ่งขณะนี้ได้มีการปลูกต้นไม้ไปแล้วกว่า 5,000 ต้น เพื่อที่ช้างจะได้สามารถอาศัยอยู่อย่างอิสระตามธรรมชาติอย่างแท้จริงต่อไปในอนาคต
2. การก่อสร้างบ้านพักควาญช้างบนเกาะพระ
ทางมูลนิธิฯ มีโครงการจะก่อสร้างบ้านพักให้กับควาญช้างให้แก่ควาญช้างในการติดตามไปดูแลช้างทั้ง 2 เชือก รวมทั้งจะจัดทำศูนย์บริการนักท่องเที่ยวบนเกาะพระด้วยเช่นกัน เพื่ออำนวยความสะดวกรวมทั้งนักท่องเที่ยวที่จะข้ามฝั่งไปเยี่ยมชมช้าง สำหรับการก่อสร้างนั้นจะใช้วัสดุที่สามารถหาได้ง่ายในท้องถิ่น รวมทั้งจัดหาแรงงานในท้องถิ่น เพื่อเป็นการสร้างรายได้ให้แก่คนในชุมชน โดยในส่วนของบ้านพักจะทำจากไม้เป็นส่วนใหญ่ และใช้หลังคามุงจาก เพื่อให้กลมกลืนกับธรรมชาติ และจะทำเป็นระเบียงไม้ยื่นลงไปในลำน้ำมาศ เพื่อสามารถใช้บริเวณนี้เป็นศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ที่นักท่องเที่ยวสามารถมานั่งพักผ่อนหย่อนใจ และผ่อนคลายริมน้ำ นอกจากนี้ยังจะมีการจัดหาเรือท้องแบนเพื่อใช้ในการขนส่งอาหารมาให้กับช้าง และขนส่งนักท่องเที่ยวมายังเกาะพระ รวมทั้งการสร้างท่าจอดเรือไว้ใกล้กับบ้านพักควาญช้าง เพื่อความสะดวกในการขนส่งสิ่งต่างๆด้วย
3. การจัดทำป้ายประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับช้าง
เพื่อเป็นการโปรโมทการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับช้าง ภายในบริเวณอุทยานลำน้ำมาศ ทางมูลนิธิฯ จึงคิดที่จะจัดทำป้ายประชาสัมพันธ์ขนาดใหญ่เพื่อนำไปติดตั้งไว้ริมถนนสายหลัก(นครราชสีมา - บุรีรัมย์) บริเวณด้านหน้าทางประตูเข้าอุทยานลำน้ำมาศ เพื่อให้ผู้ที่สัญจรไปมาได้รับทราบ และจะได้มีโอกาสเข้ามาเยี่ยมชมช้างต่อไป ซึ่งป้ายที่จะจัดทำนี้ คาดว่าจะเป็นป้ายขนาดใหญ่ ประมาณ 4 x 6 เมตร ทำจากวัสดุที่เป็นเหล็กทั้งหมด เพื่อความแข็งแรง คงทนในระยะยาว คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม 2552 ที่จะถึงนี้
แต่ทางมูลนิธิฯ ยังคงมีงานที่สำคัญอีกงานหนึ่งที่จะต้องจัดการ นั่นก็คือ การนำช้างว่ายข้ามลำน้ำมาศ ซึ่งเป็นแม่น้ำขนาดใหญ่ เพื่อนำช้างไปอาศัยอยู่อย่างอิสระในป่าธรรมชาติบนเกาะพระ ซึ่งไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายเหมือนกับที่ทางเราช่วยกันย้ายฝูงแพะออกไปจากเกาะพระนั้น แต่อย่างไรก็ตามถือว่าเป็นความท้าทายในการที่จะนำช้างว่ายน้ำข้ามไปอาศัยยังที่อยู่ใหม่ให้สำเร็จให้ได้ ซึ่งในอนาคตบนเกาะแห่งนี้ เมื่อกล้าไม้ที่เราปลูกไว้ได้เติบโตและกลับคืนมาเป็นป่าตามธรรมชาติอีกครั้ง ที่นี่ก็เป็นเหมือนสวรรค์สำหรับช้างในการได้อาศัยอยู่อย่างอิสระตามธรรมชาติอย่างแท้จริงต่อไปในอนาคตตราบนานเท่านาน
ภาพถ่ายโดย คุณเจี๊ยบ พลอยกระจ่าง
กลุ่มอาสาสมัคร เด็กๆในชุมชนกำลังช่วยกันขนย้ายกล้าไม้ข้ามสะพานแขวนไปยังเกาะพระ ซึ่งจะกลายเป็นที่อยู่ใหม่ของช้างทั้ง 2 เชือก ภายในไม่กี่เดือนข้างหน้านี้
กลุ่มอาสาสมัครกำลังช่วยกันขนกล้าไม้ จำนวนกว่า 5,000 กล้าไม้ลงเรือแพคาราโอเกะขนาดใหญ่เพื่อข้ามไปยังเกาะพระ
ได้มีการย้ายฝูงแพะจากแปลงปลูกป่า จำนวนมากกว่า 10 ตัว ข้ามไปอาศัยบนเกาะอื่นๆ
กลุ่มอาสาสมัครชาวต่างชาติร่วมรำเซิ้งอีสาน และเต้นกระโดดเชืออย่างสนุกสนาน ร่วมกับเด็กเยาวชนจากบ้านไผ่ใหญ่
คุณอังตัวเน็ต แวนดี วอเตอร์ และติ๊ก กล่าวต้อนรับอาสาสมัครที่มาร่วมปลูกป่า(ในเวลา 9.00 น.) และบรรยายถึงโครงการปลูกป่าให้ช้างที่อุทยานลำน้ำมาศ ก่อนที่จะเริ่มลงมือปลูกป่า
คุณยายน้อย จากบ้านไผ่น้อย กำลังปลูกป่าอย่างขมักเขม้น ซึ่งคุณยายน้อยมาร่วมปลูกป่ากับทางมูลนิธิพาช้างกลับบ้านตั้งแต่ปี 51 ที่ผ่านมา และยังให้การสนับสนุนและเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆของมูลนิธิฯ มาโดยตลอด
ทีมงานผู้สื่อข่าวจากสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 สี เดินทางมาเข้าร่วมบันทึกเทปในวันปลูกป่า รวมทั้งสัมภาษณ์ชุมชนที่มาร่วมงาน
กลุ่มนักศึกษาจากเนเธอร์แลนด์กำลังช่วยกันปลูกกล้าไม้กันอย่างขมักเขม้น
กลุ่มอาสาสมัครชาวต่างชาติและชาวไทยจากกลุ่ม Green Networking Day เดินทางมาจากกรุงเทพ เพื่อมาร่วมปลูกป่าให้ช้างกับเรา
คุณเจี๊ยบ ผู้ประสานงานกลุ่มอาสาสมัครชาวต่างชาติ และตากล้องมือหนึ่งของเรา กำลังปลูกป่าร่วมกับคุณยายน้อย
อาสาสมัครปลูกป่าถ่ายภาพร่วมกันหน้าบริเวณแปลงปลูกป่า
ชาวบ้านในชุมชนที่มาร่วมกันปลูกป่า
















