กิจกรรมปลูกป่าให้ช้างที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จ.นครราชสีมา มิถุนายน 2552
ระหว่างวันที่ 19 - 26 มิถุนายน 2552 : กิจกรรมการปลูกป่าให้ช้าง การดูแลกล้าไม้หลังการปลูก การเก็บเมล็ดไม้ และกิจกรรมในเรือนเพาะชำ ที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา
ภายหลังจากเสร็จสิ้นกิจกรรมปลูกป่าให้ช้างที่ จ.กาญจนบุรี เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในวันที่ 19 มิถุนายน 2552 ทางมูลนิธิพาช้างกลับบ้าน พร้อมกับกลุ่มนักศึกษาและอาจารย์ชาวเนเธอร์แลนด์ จำนวน 17 คน ได้เดินทางต่อไปยังอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา เพื่อทำกิจกรรมปลูกป่าให้ช้างในปีนี้ สำหรับเป้าหมายในโครงการปลูกป่าให้ช้างที่อุทยานแห่งชาติ ประจำปี 2552 คือ 10,000 กล้าไม้ นอกเหนือจากนี้ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจอื่นๆในเรือนเพาะชำที่ต้องทำร่วมกัน เช่น การไปเก็บเมล็ดไม้ในป่า การเเพาะเมล็ดไม้ และการย้ายกล้า เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมที่สำคัญอีกประการหนึ่ง นั่นคือ การดูแลกล้าไม้ในแปลงปลูกป่าที่ปลูกในเดือนกรกฎาคม 2551 ที่ผ่านมา(แปลงปลูกป่าอายุ 1 ปี) จำนวน 26,000 ต้น ซึ่งในช่วงตลอดฤดูฝนของทุกปีหลังจากวันปลูกป่าอย่างน้อยเป็นระยะเวลา 2 ปี ทางเราจำเป็นที่จะต้องดูแลแปลงปลูกป่าด้วยการตัดและถางหญ้าบริเวณรอบๆกล้าไม้ที่ปลูกออกไป เนื่องจากในช่วงฤดูฝนหญ้าจะโตเร็วและมีขนาดสูงมาก และอาจปกคลุมกล้าไม้ที่ปลูกไว้ทำให้กล้าไม้ไม่ได้รับแสงแดดในการเจริญเติบโตอย่างเต็มที่ รวมทั้งกล้าไม้จะต้องแข่งขันกับวัชพืชเหล่านี้ในการหาสารอาหารในดินด้วย ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างมากที่จะต้องตัดและถางหญ้าบริเวณโดยรอบกล้าไม้ออกไป
นอกจากนี้ยังจำเป็นที่จะต้องใส่ปุ๋ยให้กับกล้าไม้ด้วย เพื่อให้กล้าไม้เจริญเติบโตได้เร็ว และมีขนาดสูงกว่าหญ้า เพื่อให้กล้าไม้ได้รับแสงแดดในการเจริญเติบโตอย่างเต็มที่ และสามารถแก่งแย่งกับวัชพืชเหล่านี้ในการหาสารอาหารในดินได้ดี สำหรับการดูแลแปลงปลูก ควรจะทำการตัดหญ้าและใส่ปุ๋ยให้กล้าไม้ อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้งจนกระทั่งสิ้นสุดฤดูฝนของทุกปี(ในเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน) เพื่อช่วยให้กล้าไม้มีอัตราการรอดตายสูง และจะทำให้การฟื้นฟูป่ากลับมาได้รวดเร็วมากขึ้น ดังนั้นเมื่อทราบดังนี้แล้ว ทันทีที่ไปถึงอาสาสมัครทุกคนจึงได้ช่วยกันตัดและถางหญ้าบริเวณโดยรอบกล้าไม้ที่ปลูกไว้ พร้อมๆกับใส่ปุ๋ยให้กับต้นไม้ในเวลาเดียวกันอย่างขมักเขม้น แต่การทำงานก็เป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากอาสาสมัครหลายคนตกใจที่เห็นสภาพในแปลงปลูกเต็มไปด้วยหญ้าและวัชพืชนานาชนิดเต็มพื้นที่ และในบางพื้นที่ต้นหญ้าขนาดสูงมากกว่าหัวของอาสาสมัครชาวต่างชาติบางคนเสียอีก จนทำให้คิดว่าต้นไม้ที่ปลูกไว้คงจะตายเสียเกือบทั้งหมดแล้ว แต่เมื่อตั้งสติและพยายามค้นหากล้าไม้ที่ปลูกไว้ในแปลงปลูกภายใต้ต้นหญ้าขนาดใหญ่ที่ปกคลุมอยู่พร้อมๆกับทำการตัดและถางหญ้าอย่างระมัดระวัง ก็ทำให้พบว่ากล้าไม้ที่ปลูกไว้ส่วนใหญ่แล้วยังคงรอดชีวิต เพียงแต่ต้นไม้มีขนาดเล็ก และเจริญเติบโตได้ไม่ดีเท่าที่ควร เนื่องจากถูกหญ้าสูงปกคลุม แต่ก็พบว่ามีกล้าไม้บางชนิดที่เจริญเติบโตได้ดี และมีขนาดใหญ่ รวมทั้งมีความสูงมากกว่า 1.5 เมตรขึ้นไป เช่น ยางนา ยางแดง อินทนิล เพกา หว้า คูณ เป็นต้น
ภายหลังจากที่ทำการตัดหญ้าและใส่ปุ๋ยให้กับกล้าไม้ในแปลงปลูกป่าในปีที่แล้วเสร็จสิ้นแล้ว ในวันถัดมา คือ วันที่ 23 มิ.ย 52 ทางกลุ่มอาสาสมัครจึงได้ปลูกพืชอาหารเสริมเข้าไปในแปลงปลูกป่า ซึ่งเป็นพืชที่ช้างชอบกินมาก นั่นก็คือ ต้นเต่าร้าง ซึ่งเป็นพืชในตระกูลปาล์ม จำนวน 400 ต้น เพื่อให้ช้างได้มีแหล่งอาหารทั้งป่าตามธรรมชาติและพืชอาหารอย่างพอเพียงในอนาคต ซึ่งจากการได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของแปลงปลูกป่าในระยะเวลาเพียงแค่ 1 ปี จากเดิมที่เคยเป็นพื้นที่ทำการเกษตรกรรม ที่เคยสร้างรายได้ทางเศรษฐกิจให้กับคนในชุมชน แต่ตอนนี้ได้กลับเป็นแปลงปลูกป่าที่ในอนาคตอันใกล้จะกลายมาเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งหากินตามธรรมชาติของช้างป่าต่อไป ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าประทับใจและมีคุณค่ามากต่อสิ่งแวดล้อมในอีกทางหนึ่งเช่นกัน
กิจกรรมการเยี่ยมชมโรงเรียน
นอกเหนือจากการทำกิจกรรมปลูกป่าให้ช้าง การดูแลกล้าไม้ในแปลงปลูกป่า และการทำงานในเรือนเพาะชำแล้ว ทางกลุ่มนักศึกษาชาวเนเธอร์แลนด์ทั้งหมดยังได้มีโอกาสในการไปเยี่ยมชมโรงเรียนมัธยมประจำอำเภอปากช่อง จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นกลุ่มนักเรียนชั้นมัธยมปลายที่มีอายุใกล้เคียงกันกับกลุ่มนักศึกษาชาวเนเธอร์แลนด์ แต่กลับพบว่าเด็กไทยมีความเป็นเด็กมากกว่าเยอะ ในตอนเริ่มต้นที่พบปะกันทั้ง 2 ฝ่ายต่างค่อนข้างเขินอายที่จะพูดคุย หรือทำความรู้จักกัน ดังนั้นคุณอลงกต จากสำนักงานกองทุนเพื่อการอนุรักษ์ช้างป่า(WERF) จึงได้จัดกิจกรรมละลายพฤติกรรมให้กับทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อให้คลายจากความประหม่า เขินอาย และกล้าที่จะพูดคุยกันมากขึ้น แต่สิ่งที่ทำให้นักเรียนไทยประทับมาก ก็คือ การที่กลุ่มนักศึกษาชาวเนเธอร์แลนด์ได้ร้องเพลงไทย ชื่อ เพลง World (ที่ฝึกซ้อมกันมาเป็นอย่างดี) ได้อย่างไพเราะและฟังชัดเจนได้ใจความ รวมทั้งนักศึกษาเหล่านี้ ยังได้นำบทเพลงดัชต์ที่แต่งขึ้นมาเองเพื่องานนี้โดยเฉพาะ เพื่อมาร้องให้กับเด็กนักเรียนไทยได้ฟัง ในชื่อเพลง ” ปลูกต้นไม้กับฉันไม๊ ” ถึงแม้ว่าจะไม่เข้าใจความหมายของเนื้อเพลงก็ตามที แต่การที่นักศึกษาชาวเนเธอร์แลนด์ตั้งใจแต่งเพลงและนำมาร้องให้ฟัง รวมทั้งความพยายามในการร้องเพลงไทยให้คนไทยฟัง ก็ทำให้ทุกฝ่ายประทับใจในความตั้งใจของนักศึกษาเหล่านี้ นอกเหนือจากการร้องเพลงแล้ว ก็ยังมีเกมส์ และกิจกรรมสันทนาการต่างๆ ที่ทำให้ทั้ง 2 ฝ่ายได้เล่นร่วมกันอย่างสนุกสนาน และสร้างสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน งานนี้ปิดท้ายด้วยการนำเสนอเกี่ยวกับกิจกรรมการทำงานของมูลนิธพาช้างกลับบ้านในการช่วยเหลือช้างไทยและกิจกรรมปลูกป่าให้ช้าง ที่บรรยายโดยคุณอังตัวเน็ต แวนดีวอเตอร์ ผู้อำนวยการของมูลนิธิ และก่อนที่ทุกคนจะแยกย้ายกันกลับ ได้มีการถ่ายภาพหมู่ร่วมกันพร้อมกับการร้องเพลง World ร่วมกันอีกครั้ง ก่อนที่จะกล่าวลากันด้วยความประทับใจของทุกฝ่าย
ประมวลภาพกิจกรรมที่กลุ่มนักศึกษาชาวเนเธอร์แลนด์เข้าเยี่ยมชมโรงเรียนมัธยมประจำอำเภอปากช่อง จ.นครราชสีมา








