ช้าง”ศรีแพร” ถึงอุทยานลำน้ำมาศแล้ว ชุมชนจัดงานต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่

Bank Commission greets Sri Prae

ภายหลังจากการเดินทางตลอดระยะเวลานานกว่า 3 ชั่วโมงจากศูนย์คชศึกษา บ้านตากลาง อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ เพื่อนำช้างเชือกใหม่ไปยังอุทยานลำน้ำมาศ อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์  ในที่สุดช้างเชือกใหม่ หรือ ช้างศรีแพร ก็เดินทางมาถึงยังอุทยานลำน้ำมาศ เมื่อช่วงสายของวันเสาร์ที่ 3 พ.ค 2552 ที่ผ่านมาสดๆร้อนๆนี้เอง โดยทางชุมชนทั้งบ้านไผ่ใหญ่และบ้านไผ่น้อย ที่นำโดยผู้ใหญ่บ้านของทั้ง 2 หมู่บ้านได้เตรียมการต้อนรับช้างอย่างยิ่งใหญ่

ทันทีที่มาถึง ช้างศรีแพรสามารถเดินลงมาจากรถบรรทุกได้อย่างสบายๆ และได้เดินเข้าไปหาชาวบ้านที่มาเฝ้าคอยศรีแพรตั้งแต่ช่วงเช้าด้วยความตื่นเต้น พร้อมกับได้เตรียมอาหารจำพวกกล้วยและแตงโม พร้อมกับน้ำดื่มมาให้กับช้างศรีแพรด้วย  

สำหรับในช่วงวินาทีที่น่าตื่นเต้น และสุดแสนจะประทับใจนั้น เริ่มต้นจากการที่ควาญช้างจึงพาศรีแพรเดินออกจากฝูงชนเพื่อเดินเข้าไปบริเวณป่าชุมชนริมลำน้ำมาศเพื่อให้ช้างศรีแพรทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ คือ ช้างนกน้อย ซึ่งได้อาศัยอยู่ที่นี่ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ปี 2551 มาก่อนหน้านี้แล้ว และได้มีการนำผลไม้นานาชนิดจำนวนมากไปกองรวมกันเพื่อให้ช้างทั้ง 2 เชือกได้รับประทานร่วมกัน ซึ่งในทันทีที่ช้างศรีแพรได้พบกับช้างนกน้อย ศรีแพรซึ่งแสดงอาการอยากรู้อยากเห็นมากได้พยายามที่จะเอางวงทักทายไปสัมผัสเพื่อทำความรู้จักอย่างเป็นมิตร และเดินเข้าไปหาเพื่อหยอกล้อเล่นกับนกน้อย แต่ในขณะที่นกน้อยยังค่อนข้างจะยังไม่คุ้นเคยกับเพื่อนใหม่เท่าใดนัก จึงพยายามถอยห่างออกไปสังเกตุการณ์อยู่ห่างๆ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจ เนื่องจากทุกอย่างต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่งในการที่ช้างทั้งสองจะปรับตัวเข้าหากัน เนื่องจากสังคมของช้างเป็นสัตว์ที่ต้องการอยู่รวมกันเป็นกลุ่มอยู่แล้ว ซึ่งเรามั่นใจว่าในเร็ววันนี้ช้างทั้ง 2 เชือกจะสนิทสนมกันมากขึ้นในการอยู่ร่วมกัน และดูแลซึ่งกันและกันต่อไปในอนาคต   

” หลังจากที่ช้างทั้ง 2 เชือกได้ทักทายกันแล้ว ได้มีผู้สูงอายุจากทั้ง 2 ชุมชน ได้เข้ามาประพรมน้ำมนต์เพื่ออวยพรแก่ช้างทั้ง 2 เชือกด้วย รวมทั้งได้มีการนำเอาพวงมาลัยที่ทำจากดอกเบญจมาศสีเหลืองอร่าม และพวงมาลัยที่ทำจากกล้วยและผลไม้ต่างๆ ไปคล้องคอช้างทั้ง 2 เชือกด้วย เพื่อแสดงการต้อนรับช้างอย่างเป็นทางการด้วย ท่ามกลางชาวบ้านที่เข้ามารุมล้อมเพื่อสัมผัสและป้อนอาหารให้ช้าง และผลัดกันมาถ่ายรูปคู่กับช้าง โดยเฉพาะเด็กเล็กๆ ที่ดูตื่นเต้นมากเป็นพิเศษที่ได้เล่นกับช้างทั้ง 2 เชือกอย่างใกล้ชิด   ซึ่งภาพต่างๆที่ได้เห็นเหล่านี้ซึ่งดิฉันเฝ้ามองจากระยะไกล ช่างเป็นภาพที่งดงามและน่าประทับใจมากสำหรับดิฉัน ” คุณอังตัวเน็ต กล่าวด้วยความรู้สึกตื้นตันใจที่ได้เห็นคนในชุมชนให้การต้อนรับช้างทั้ง 2 เชือกด้วยความรักและความเมตตา

สำหรับประวัติของช้างศรีแพรนั้น จากการสอบถามกับเจ้าของเดิม ได้ใจความว่า ศรีแพรเป็นช้างสาว อายุประมาณ 28 ปี ซึ่งเดิมอาศัยอยู่บริเวณชายแดนไทย-พม่า ในเขตจังหวัดตาก ซึ่งเป็นสถานที่ที่ศรีแพรทำงานลากไม้อยู่ในปางช้างแห่งหนึ่ง จนกระทั่งเมื่อ 3 ปีก่อนในระหว่างทำงานลากไม้ ศรีแพรได้ไปเหยียบถูกกับระเบิดที่ฝังไว้ใต้ดิน จนทำให้เท้าช้ายด้านหน้าพิการ และได้รับบาดเจ็บที่เท้าอย่างหนัก จึงได้มีการนำช้างไปรักษาตัวจนกระทั่งอาการบาดเจ็บที่เท้าเกือบจะหายเป็นปกติดีเกือบ 90% แล้วในปัจจุบัน และนับว่าเป็นโชคดีของช้างศรีแพรจริงๆ ที่ที่ชุมชนบ้านไผ่ใหญ่มีความเห็นร่วมกันในการที่จะช่วยเหลือช้างศรีแพร พร้อมทั้งต้องการนำกลับมาดูแลและอาศัยอยู่ร่วมกับช้างนกน้อยที่บริเวณอุทยานลำน้ำมาศแห่งนี้  เพราะว่าชีวิตหลังจากนี้เป็นต้นไป ช้างศรีแพรจะไม่ต้องทำงานหนักอีกต่อไปแล้ว แต่จะมีชีวิตอิสระอยู่ตามธรรมชาติอย่างมีความสุขต่อไป

บันทึกเรื่องราวความเป็นมาในการช่วยเหลือช้างศรีแพร

ภายหลังจากที่ได้มีการสืบเสาะหาข้อมูลกี่ยวกับช้างจำนวนหลายเชือกที่มีความเป็นไปได้ที่ต้องการความช่วยเหลือ แต่ในที่สุดทางชุมชนบ้านไผ่ใหญ่ก็ได้ตัดสินใจเลือกช้างศรีแพรในการที่จะช่วยเหลือต่อไปในระยะยาว  ดังนั้นในวันที่ 29 เม.ย 2552 ทางมูลนิธิจึงได้เดินทางไปยังบ้านไผ่ใหญ่เพื่อจัดประชุมทำความเข้าใจกับชุมชนบ้านไผ่ใหญ่เกี่ยวกับข้อตกลง และเงื่อนไขในการดูแลช้าง และการทำการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับช้างตามแนวทางการดำเนินงานของมูลนิธิพาช้างกลับบ้านอีกครั้งเพื่อให้เป็นข้อตกลงและรับรู้ร่วมกันสำหรับทุกฝ่าย โดยมีคณะกรรมการกองทุนช้างจากบ้านไผ่น้อยเข้าร่วมประชุมด้วย เพื่อเป็นเสมือนพี่เลี้ยงในโครงการพาช้างกลับบ้านให้กับชุมชนบ้านไผ่ใหญ่ เนื่องจากทางชุมชนบ้านไผ่น้อยได้ดำเนินงานร่วมกับกับมูลนิธิฯมาก่อนตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2551 เป็นต้นมา จึงสามารถที่จะช่วยเหลือและให้คำแนะนำชุมชนอื่นได้จากประสบการณ์ในการดูแลช้างของโครงการมานานกว่า 1 ปีครึ่งแล้ว

และในวันรุ่งขึ้น คือ วันที่ 30  เม.ย 2552 ทางมูลนิธิพาช้างกลับบ้าน ร่วมกับตัวแทนจากชุมชนบ้านไผ่ใหญ่และบ้านไผ่น้อยได้เดินทางไปตรวจสอบช้างศรีแพร ที่ศูนย์คชศึกษา บ้านตากลาง อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์  เพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมอีกครั้งก่อนการตัดสินใจในการซื้อช้าง  พร้อมทั้งเตรียมการในเรื่องเอกสารต่างๆเกี่ยวกับช้าง  และการเตรียมการเคลื่อนย้ายช้างจากจังหวัดสุรินทร์มายังบุรีรัมย์ให้เป็นที่เรียบร้อย ก่อนที่จะดำเนินการจริงในวันเสาร์ที่ 3 พ.ค 2552 ต่อไป

จากภาพด้านข้าง จะพบว่าบริเวณเนื้อเท้าซ้ายด้านหลังได้หายไป แต่ก็นับว่ายังเป็นโชคดีที่ศรีแพรสามารถเดินได้คล่องแคล่วใกล้เคียงกับช้างปกติ เพียงแต่จะเดินได้ช้ากว่า  ในขณะที่แผลที่เท้าก็กำลังดีวันดีคืน โดยไม่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิดทุกวันเหมือนแต่ก่อนแล้ว

เมื่อ 3 ปีก่อน ช้างศรีแพรได้รับบาดเจ็บที่เท้าจากการเหยียบถูกกับระเบิดขณะทำงานลากไม้ในปางช้างแห่งหนึ่งในจังหวัดตาก บริเวณชายแดนไทย-พม่า  หลังจากนั้นช้างศรีแพรจึงได้ถูกนำตัวมาดูแลและรักษาบาดแผลที่เท้าที่ศูนย์คชศึกษา บ้านตากลาง อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ เป็นเวลากว่า 2 ปีแล้ว  โดยมีสัตวแพทย์จากโรงพยาบาลช้างสุรินทร์เข้ามาดูแลอย่างใกล้ชิดตั้งแต่ต้น ซึ่งผลจากการบาดเจ็บที่เท้า ทำให้ศรีแพรไม่สามารถทำงานหนักได้อีกต่อไป ดังนั้นเจ้าของที่ซื้อมาจึงพยายามที่จะผสมพันธุ์ศรีแพรกับช้างพ่อพันธุ์ที่อยู่ภายในศูนย์ เพื่อให้ได้ลูกช้างโดยเร็วที่สุด จนทำให้ศรีแพรต้องถูกนำไปผสมพันธุ์เพื่อให้ได้ลูกช้าง ไม่ต่ำกว่า 50 ครั้งภายในระยะเวลา 2 เดือน ซึ่งถือว่าหนักหนาสาหัสมากสำหรับช้างเชือกหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามหลังจากที่ได้ใช้ความพยายามอย่างหนัก แต่ช้างศรีแพรก็ไม่มีวี่แววว่าจะให้กำเนิดลูกช้างได้  ดังนั้นทางเจ้าของจึงตัดสินใจที่จะขายให้กับทางมูลนิธิพาช้างกลับบ้าน และชุมชนบ้านไผ่ใหญ่ เพื่อนำช้างไปดูแลต่อไป ประกอบกับทางเจ้าของช้างเอง เมื่อได้รับทราบถึงแนวทางในการดูแลช้างของมูลนิธิพาช้างกลับบ้าน ที่จะนำช้างศรีแพรไปอาศัยอยู่อย่างอิสระตามธรรมชาติ ร่วมกับช้างเชือกอื่นที่มีอยู่เดิม ที่อุทยานลำน้ำมาศ ซึ่งมีภูมิทัศน์ที่สวยงาม มีป่าตามธรรมชาติและแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์ตลอดทั้งปี  ซึ่งเหมาะจะเป็นบ้านแห่งใหม่สำหรับช้างเป็นอย่างมาก โดยจะไม่มีการนำช้างไปทำงานอย่างหนักอีกต่อไป รวมทั้งไม่มีการแสดงโชว์ช้างต่างๆ และไม่มีการอนุญาติให้ขี่ช้างเดินป่าด้วย แต่จะเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับช้างแทน ซึ่งทางเจ้าของช้างเองก็ได้เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ จึงยินดีที่จะขายช้างศรีแพรให้กับทางมูลนิธิฯ ด้วยความเต็มใจ

จากสอบถามกับสัตวแพทย์เกี่ยวกับการดูแลรักษาบาดแผลที่เท้าของช้างศรีแพร คือ นายสัตวแพทย์ทศพล ต่อศรี หรือคุณหมอต้น ซึ่งเป็นผู้ดูแลรักษาช้างศรีแพรมาตั้งแต่ต้นนับตั้งแต่ช้างศรีแพรถูกนำมาไว้ที่บ้านตากลาง รวมเป็นเวลากว่า 2 ปีแล้ว คุณหมอต้นได้ให้ความเห็นว่า ขณะนี้บาดแผลของศรีแพรดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมากแล้ว การดูแลรักษาจึงไม่ยุ่งยากมากนัก พร้อมกันนี้ทางคุณหมอได้สาธิตถึงวิธีการดูแลบาดแผลที่เท้าของช้างดังนี้ โดยเริ่มจากการทำความสะอาดบาดแผลที่เท้าด้วยการล้างด้วยน้ำที่สะอาด จากนั้นให้ผสมทิงเจอร์ไอโอดีน ร่วมกับน้ำสะอาดในอัตราส่วน 1:1 ลงในบ่อหรืออ่างขนาดใหญ่ แล้วให้ช้างนำเท้าที่เป็นแผลลงไปแช่ประมาณ 30 นาที แล้วจึงนำขึ้นมาทาด้วยเจลสำหรับฆ่าเชื้อแบคทีเรีย(ยี่ห้อ Bactacin) และขั้นตอนสุดท้ายเป็นการโรยด้วยยาผง(ยี่ห้อแมกกาซัน)สำหรับป้องกันแมลงต่างๆที่จะมารบกวนบาดแผลและแมลงวันที่จะมาวางไข่ที่บาดแผลด้วย  เท่านี้ก็เป็นอันเสร็จขั้นตอนต่างๆแล้ว ซึ่งทางควาญช้างก็สามารถดูแลช้างได้ด้วยตนเองด้วยวิธีการง่ายๆเหล่านี้

เมื่อได้รับทราบเกี่ยวกับกิจกรรมการช่วยเหลือช้างกลับบ้านของมูลนิธิฯแล้ว ทางคุณหมอต้นยังมีความยินดีที่จะเดินทางจากจังหวัดสุรินทร์เพื่อมาติดตามดูแลช้างศรีแพรซึ่งจะย้ายมาอาศัยยังที่อยู่ใหม่ คือ ที่อุทยานลำน้ำมาศ ในจังหวัดบุรีรัมย์ด้วย อย่างน้อยเดือนละครั้งเป็นประจำทุกเดือน รวมทั้งยังจะให้ความอนุเคราะห์ยาต่างๆ สำหรับรักษาบาดแผลที่เท้าของช้างศรีแพรด้วย นอกจากนี้ทางคุณหมอต้นยังยินดีที่จะตรวจสุขภาพให้กับช้างนกน้อย ซึ่งเป็นช้างที่ค่อนข้างอายุมากแล้วและสุขภาพไม่ค่อยดีนัก ซึ่งจะเป็นช้างที่ศรีแพรจะมาอาศัยอยู่ร่วมด้วย โดยทางชุมชนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นค่าเดินทาง ค่าตรวจรักษาและค่ายารักษาบาดแผล ดังนั้นทางมูลนิธิฯ จึงขอขอบพระคุณในความมีน้ำใจของนายสัตวแพทย์ทศพล ต่อศรี หรือคุณหมอต้น จากโรงพยาบาลช้าง จ.สุรินทร์ มา ณ โอกาสนี้ด้วยค่ะ

Sri Prae meets youth of Baan Pai Yai

ซึ่งจากการได้พบกันครั้งแรกของกลุ่มเยาวชนบ้านไผ่ใหญ่ที่เดินทางไปตรวจสอบช้างศรีแพรกับทางมูลนิธิฯ พบว่าเด็กเยาวชนให้ความรักใคร่เอ็นดูต่อช้างเป็นอย่างยิ่ง โดยมีการนำกล้วย แตงกวา และผลไม้อื่นไปป้อนให้กับช้างด้วย นอกจากนี้ยังมีผู้สูงอายุท่านหนึ่งในชุมชนบ้านไผ่ใหญ่ที่ได้เดินทางไปกับเราด้วยได้เสนอที่จะให้นำกล้วย ผลไม้อื่นๆ รวมทั้งหญ้าสำหรับเลี้ยงช้างจากสวนของท่านไปเป็นอาหารสำหรับช้างทั้งสองเชือก โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายด้วย ซึ่งทางมูลนิธิฯ ซาบซึ้งในความมีน้ำใจของชาวบ้านในชุมชนทุกๆคนเป็นอย่างยิ่ง และเห็นว่าชุมชนเองก็มีความต้องการที่จะดูแลช้างอย่างจริงจังด้วย

 

ทางทีมงานมีเวลา 2 วันในการเตรียมงานต่างๆ ดังนี้ การพูดคุยกับทางชุมชนบ้านไผ่ใหญ่ในการดูแลช้างตามแนวทางของมูลนิธิ  แนวทางการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับช้าง ซึ่งทางชุมชนเองก็เป็นตัวตั้งตัวตีในการที่จะทำพิธีต้อนรับช้างศรีแพรอย่างยิ่งใหญ่ รวมทั้งทำพิธีต้อนรับช้างนกน้อยด้วย เพื่อไม่ให้ทั้งสองอิจฉากันเองและจะได้รับทุกอย่างอย่างเท่าเที่ยมกัน โดยในส่วนพิธีการต้อนรับ จะเริ่มต้นจากการทำป้ายต้อนรับช้างทั้งสองเชือก การให้ผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านประพรมน้ำมนต์เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ช้าง การคล้องคอช้างด้วยพวงมาลัยดอกไม้และพวงมาลัยผลไม้ หลังจากนั้นจะปิดท้ายด้วยการแสดงจากเด็กเยาวชนในชุมชนทั้ง 2 หมู่บ้าน และรับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน เป็นอันเสร็จงานพิธี

นอกเหนือจากการเตรียมงานในการช่วยเหลือช้างศรีแพรแล้ว ทางมูลนิธิฯ และสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน  ยังได้มีโอกาสเดินทางไปเข้าพบปะพูดคุยกับนายอำเภอลำปลายมาศ เพื่อนำเสนอโครงการของเราให้กับทางหน่วยงานราชการในอำเภอได้รับทราบ ซึ่งทางสำนักงานอำเภอลำปลายมาศเองยินดีที่จะจัดงบประมาณสนับสนุนในการสร้างโรงเรือนที่พักอาศัยให้กับช้าง เป็นจำนวนเงิน 50,000 บาท และได้มีการจัดทำแบบแปลนในการก่อสร้างโรงเรือนช้างเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ในขระเดียวกันทางคุณอังตัวเน็ตก็ได้ให้ความคิดเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับการก่อสร้างโรงเรือนช้างที่ต้องมีความแข็งแรงมากเป็นพิเศษกว่าโรงเรือนชนิดอื่นๆ ซึ่งจะสร้างในลักษณะเดียวกับโรงเรือนช้างของศูนย์บริบาลช้าง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ซึ่งราคาของโรงเรือนช้างน่าจะงมีราคาสูงมาก แต่เพื่อความมั่นคงแข็งแรงในระยะยาว จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น แต่ก็เป็นการดีที่ทางหน่วยงานราชการในจังหวัดบุรีรัมย์เห็นความสำคัญของโครงการนี้ และพร้อมจะมีส่วนในการสนับสนุนทั้งงบประมาณและการทำงานร่วมกัน นอกจากนี้ทางนายอำเภอลำปลายมาศ ยังเห็นด้วยที่จะย้ายช้างข้ามไปอาศัยอยู่บนเกาะลอย ซึ่งเป็นเกาะหนึ่งภายในอุทยานลำน้ำมาศ เพื่อให้ช้างได้อาศัยอยู่อย่าวอิสระตามธรรมชาติอย่างแท้จริง โดยไม่ต้องมีการล่ามโซ่ในตอนกลางวันที่มีควาญช้างดูแลอย่างใกล้ชิด ซึ่งทาง PDA จะเป็นผู้ประสานงานในการก่อสร้างโรงเรือนที่พักช้างร่วมกับ อบต.หนองคู ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการโดยเร็วที่สุดภายในเดือนมิถุนายน 2552 นี้  และสำหรับขั้นตอนต่อไปทางมูลนิธิน ยังคงต้องการก่อสร้างเพิ่มเติมในส่วนของบ้านพักสำหรับควาญช้าง และกลุ่มอาสาสมัครหรือนักท่องเที่ยว การเคลื่อนย้ายช้างทั้ง 2 เชือกข้ามลำน้ำไปยังเกาะลอย การจัดหาเรือท้องแบนสำหรับข้ามไปยังเกาะลอย ฯลฯ ซึ่งยังคงต้องใช้เวลาในการพัฒนาโครงการให้ดียิ่งขึ้นต่อไป แต่ในขณะนี้อย่างน้อยที่สุด ช้างนกน้อยก็ได้อาศัยอยู่กับเพื่อนใหม่แล้ว โดยไม่อยู่อย่างโดดเดี่ยวอีกต่อไปแล้ว

the team!

วันเดินทางไปรับช้าง

เริ่มตั้งแต่เช้าตรู่ของวันที่ 3 พ.ค 52 ประมาณ 5.00 น. หรือตี 5 ทางมูลนิธิพาช้างกลับบ้าน ตัวแทนจากชุมชนบ้านไผ่ใหญ่และไผ่น้อย และตัวแทนจาก PDA ได้เดินทางออกจากจังหวัดบุรีรัมย์พร้อมๆกัน โดยใช้รถจำนวน 3 คัน มุ่งหน้าไปยังศูนย์คชศึกษาบ้านตากลาง อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ ซึ่งทุกๆคนมีท่าทีตื่นเต้นมากในการเดินทางไปรับช้างร่วมกันในครั้งนี้  เมื่อไปถึงศูนย์ฯ ในเวลาประมาณ 7.30 น. ควาญช้างได้พยายามนำช้างศรีแพรขึ้นไปในรถบรรทุกที่เตรียมไว้ แต่ทว่ามันไม่ง่ายอย่างที่คิดเลย เนื่องจากช้างศรีแพรมีท่าทีตระหนกตกใจ และพยายามวิ่งหนี โดยไม่ยอมขึ้นรถตามที่ควาญช้างสั่ง นอกจากนี้ศรีแพรยังร้องคำรามเสียงดังด้วยความตกใจกลัวจนทำให้ช้างเชือกอื่นๆภายในศูนย์ส่งเสียงร้องตามด้วยความตกใจด้วยเช่นกัน จนดังระงมไปทั่วบริเวณของศูนย์ ในขณะที่ควาญช้างก็พยายามอย่างหนักที่จะวิ่งตามช้างเพื่อนำช้างขึ้นรถให้ได้ จนทำให้เกิดความอลม่านอยู่นานนับ 30 นาที ควาญช้างจึงได้มีการใช้ตะขอสับเข้าที่บริเวณศรีษะของช้างจนเลือดออก เนื่องจากไม่สามารถควบคุมช้างได้เลย จนในที่สุดได้มีการนำช้างอีกเชือกหนึ่ง คือ ช้างบัวบาน ซึ่งเป็นช้างที่คุ้นเคยกับการเดินทางขึ้นรถไปแสดงตามงานต่างๆ ได้ขึ้นไปบนรถเป็นเพื่อนกับศรีแพร จนทำให้ศรีแพรยอมเดินขึ้นรถบรรทุกแต่โดยดี จากนั้นจึงมีการล่ามโซ่ช้างศรีแพรไว้กับรถอย่างหนาแน่น เพื่อป้องกันการดิ้นหนีลงจากรถไปอีก รวมทั้งมีการผลไม้จำนวนมากไปไว้บนรถเพื่อให้ช้างได้เพลิดเพลินกับการกินอาหารตลอดการเดินทาง  หลังจากที่ได้พยายามกันนานประมาณ 40 นาที จึงได้เริ่มเดินทางออกจากศูนย์ฯ เพื่อมุ่งหน้าไปยังจังหวัดบุรีรัมย์ต่อไป ซึ่งตลอดการเดินทางนั้น ช้างศรีแพรพยายามดิ้นรนและปีนหนีออกมาตลอดเวลา จนกระทั่งเหนื่อยอ่อนและหมดแรงไปเอง ซึ่งทางคุณอังตัวเน็ต ผู้อำนวยการมูลนิธิพาช้างกลับบ้าน คุณร๊อบ อาสาสมัครชาวเนเธอร์แลนด์ รวมทั้งควาญช้างคนใหม่และควาญช้างเดิม ได้ร่วมเดินทางไปกับรถบบรทุกช้างด้วยจนกระทั่งถึงอุทยานลำน้ำมาศ จ.บุรีรัมย์ ในเวลาประมาณ10.30 น. ซึ่งตลอดการเดินทางทุกคนรู้สึกสงสารช้างศรีแพรมาก เนื่องจากโดยตีด้วยตะขอจนเลือดอาบน้ำ และโดนลงโทษจากควาญช้าง แต่หลังจากนี้ไปชีวิตของช้างศรีแพรคงจะดีขึ้นหลังจากที่ได้มาอยู่ที่ชุมชนบ้านไผ่ใหญ่แล้ว เพราะว่าจะไม่ต้องทุกข์ทรมานจากการเดินทางอีก  จะไม่มีการบังคับให้ไปที่ไหนอีกแล้ว  รวมทั้งจะไม่มีการใช้ตะขอบังคับหรือทำร้ายอีกต่อไปแล้ว

ภายหลังจากการเดินทางตลอดระยะเวลานานกว่า 3 ชั่วโมงจากศูนย์คชศึกษา บ้านตากลาง อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ เพื่อนำช้างเชือกใหม่ไปยังอุทยานลำน้ำมาศ อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์  ในที่สุดช้างเชือกใหม่ หรือ ช้างศรีแพร ก็เดินทางมาถึงยังอุทยานลำน้ำมาศ เมื่อช่วงสายของวันเสาร์ที่ 3 พ.ค 2552 ที่ผ่านมาสดๆร้อนๆนี้เอง โดยทางชุมชนทั้งบ้านไผ่ใหญ่และบ้านไผ่น้อย ที่นำโดยผู้ใหญ่บ้านของทั้ง 2 หมู่บ้านได้เตรียมการต้อนรับช้างอย่างยิ่งใหญ่

ทันทีที่มาถึง ช้างศรีแพรสามารถเดินลงมาจากรถบรรทุกได้อย่างสบายๆ และได้เดินเข้าไปหาชาวบ้านที่มาเฝ้าคอยศรีแพรตั้งแต่ช่วงเช้าด้วยความตื่นเต้น พร้อมกับได้เตรียมอาหารจำพวกกล้วยและแตงโม พร้อมกับน้ำดื่มมาให้กับช้างศรีแพรด้วย  

สำหรับในช่วงวินาทีที่น่าตื่นเต้น และสุดแสนจะประทับใจนั้น เริ่มต้นจากการที่ควาญช้างจึงพาศรีแพรเดินออกจากฝูงชนเพื่อเดินเข้าไปบริเวณป่าชุมชนริมลำน้ำมาศเพื่อให้ช้างศรีแพรทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ คือ ช้างนกน้อย ซึ่งได้อาศัยอยู่ที่นี่ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ปี 2551 มาก่อนหน้านี้แล้ว และได้มีการนำผลไม้นานาชนิดจำนวนมากไปกองรวมกันเพื่อให้ช้างทั้ง 2 เชือกได้รับประทานร่วมกัน ซึ่งในทันทีที่ช้างศรีแพรได้พบกับช้างนกน้อย ศรีแพรซึ่งแสดงอาการอยากรู้อยากเห็นมากได้พยายามที่จะเอางวงทักทายไปสัมผัสเพื่อทำความรู้จักอย่างเป็นมิตร และเดินเข้าไปหาเพื่อหยอกล้อเล่นกับนกน้อย แต่ในขณะที่นกน้อยยังค่อนข้างจะยังไม่คุ้นเคยกับเพื่อนใหม่เท่าใดนัก จึงพยายามถอยห่างออกไปสังเกตุการณ์อยู่ห่างๆ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจ เนื่องจากทุกอย่างต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่งในการที่ช้างทั้งสองจะปรับตัวเข้าหากัน เนื่องจากสังคมของช้างเป็นสัตว์ที่ต้องการอยู่รวมกันเป็นกลุ่มอยู่แล้ว ซึ่งเรามั่นใจว่าในเร็ววันนี้ช้างทั้ง 2 เชือกจะสนิทสนมกันมากขึ้นในการอยู่ร่วมกัน และดูแลซึ่งกันและกันต่อไปในอนาคต   

” หลังจากที่ช้างทั้ง 2 เชือกได้ทักทายกันแล้ว ได้มีผู้สูงอายุจากทั้ง 2 ชุมชน ได้เข้ามาประพรมน้ำมนต์เพื่ออวยพรแก่ช้างทั้ง 2 เชือกด้วย รวมทั้งได้มีการนำเอาพวงมาลัยที่ทำจากดอกเบญจมาศสีเหลืองอร่าม และพวงมาลัยที่ทำจากกล้วยและผลไม้ต่างๆ ไปคล้องคอช้างทั้ง 2 เชือกด้วย เพื่อแสดงการต้อนรับช้างอย่างเป็นทางการด้วย ท่ามกลางชาวบ้านที่เข้ามารุมล้อมเพื่อสัมผัสและป้อนอาหารให้ช้าง และผลัดกันมาถ่ายรูปคู่กับช้าง โดยเฉพาะเด็กเล็กๆ ที่ดูตื่นเต้นมากเป็นพิเศษที่ได้เล่นกับช้างทั้ง 2 เชือกอย่างใกล้ชิด   ซึ่งภาพต่างๆที่ได้เห็นเหล่านี้ซึ่งดิฉันเฝ้ามองจากระยะไกล ช่างเป็นภาพที่งดงามและน่าประทับใจมากสำหรับดิฉัน ” คุณอังตัวเน็ต แวนดี วอเตอร์ กล่าวด้วยความรู้สึกตื้นตันใจเป็นอย่างมากที่ได้เห็นคนในชุมชนให้การต้อนรับและให้ความสนใจช้างทั้ง 2 เชือกด้วยความรักและความเมตตา

Sri Prae greets Nok Noi

ในที่สุดช้างนกน้อยก็ได้มีเพื่อนแล้ว นอกจากการช่วยเหลือช้างและการนำช้างให้มาอาศัยอยู่ร่วมกันแล้ว ยังคงมีสิ่งที่จะทำต่อไปอีกมากมายหลายประการ เช่น การปลูกป่าและพืชอาหารให้ช้างสำหรับแหล่งที่อยู่ใหม่ของช้าง การสร้างโรงเรือนที่พักให้กับช้าง รวมทั้งการก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆให้กับควาญช้างและนักท่องเที่ยวบนเกาะลอย ซึ่งจะเป็นบ้านแห่งใหม่ที่ช้างจะอาศัยอยู่ได้อย่างอิสระเสรีตามธรรมชาติ รวมทั้งการส่งเสริมการจัดสร้างเรือนเพาะชำเพื่อการผลิตกล้าไม้ท้องถิ่นสำหรับโครงการปลูกป่าให้ช้างต่อไป

Blessing

Happy end!

ในส่วนของการก่อสร้างโรงเรือนที่พักสำหรับช้างทั้ง 2 เชือกนี้ ได้มีการประเมินราคาในการก่อสร้างโรงเรือนที่พักช้างโดย อบต.หนองคู ซึ่งเป็นผู้ดูแลพื้นที่อุทยานลำน้ำมาศ อยู่ที่ประมาณ 100,000 บาท/โรงเรือน สำหรับช้าง 2 เชือก โดยที่ทางนายอำเภอลำปลายมาศ จะสนับสนุนงบประมาณ 50,000 บาท และทางมูลนิธิฯ จะสนับสนุนเพิ่มเติม อีกจำนวน 50,000 บาท(ประมาณ 1,000 ยูโร) แต่สำหรับในส่วนของการก่อสร้างที่พักของควาญช้างเพื่อความสะดวกในการดูแลช้าง และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆของอาสาสมัครและนักท่องเที่ยวที่จะมาทำกิจกรรมที่นี่ ทางมูลนิธิฯ ยังคงต้องการการสนับสนุนอีกเป็นจำนวนเงินไม่ต่ำกว่า 50,000 บาท ดังนั้นทางมูลนิธิพาช้างกลับบ้านมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง หากท่านสนใจที่จะบริจาคเงินสนับสนุนในค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างดังกล่าวนี้ โดยท่านสามารถบริจาคได้เพิ่มเติมโดยคลิกบริจาคออนไลน์ที่นี่

Eating together

โดยการสนับสนุนจากองค์กร Hivos ทำให้ทางมูลนิธิฯ ยังสามารถที่จะดำเนินโครงการที่ชุมชนบ้านไผ่ใหญ่ต่อไปได้อีก ซึ่ง Hivos เป็นองคค์กรที่ทำงานเกี่ยวกับการจัดสรรเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำสำหรับสำหรับผู้คนทั่วโลกไม่มากกว่า 1,000,000 คน โดยเฉพาะประชากรที่มีรายได้ต่ำ และยากจนในแต่ละประเทศทั่วโลก เพื่อให้ประชากรเหล่านี้สามารถหารายได้เลี้ยงชีพและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และทาง Hivos ได้ร่วมมือกับธนาคาร Triodos Bank ในการจัดตั้งกองทุนขึ้นมาในชื่อของกองทุน Hivos Triodos Fund เพื่อสนับสนุนโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ซึ่งกิจกรรมของมูลนิธิพาช้างกลับบ้านที่ได้ดำเนินงานในประเทศไทยร่วมกับสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน(PDA) ก็เป็นกิจกรรมที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนนี้เช่นเดียวกัน