คืบหน้าโครงการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับช้างปี 2552 ที่อุทยานลำน้ำมาศ จ.บุรีรัมย์

 สำหรับกิจกรรมการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับช้างและโครงการปลูกป่าให้ช้าง ที่ทางมูลนิธิพาช้างกลับบ้านได้เริ่มต้นดำเนินงานร่วมกับทางชุมชนตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2551 จนถึงปัจจุบัน นับเป็นเวลาเกือบ 1 ปีแล้ว ก็เริ่มมีความคืบหน้าเป็นลำดับ ดังนี้ได้มีการปลูกป่ารอบๆอุทยานลำน้ำมาศ และพืชอาหารช้าง มีการช่วยเหลือช้างและนำมาดูแลร่วมกันโดยชาวบ้านในชุมชน การจัดหาควาญช้างเพื่อมาดูแลช้าง และการทำกิจกรรมการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับช้าง ซึ่งทุกกิจกรรมก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากทุกๆฝ่าย อย่างไรก็ตามทุกๆฝ่ายยังคงหาแนวทางร่วมกันต่อไปในการปรับปรุงและพัฒนาการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับช้างต่อไป เพื่อจะหารายได้สำหรับกองทุนช้างเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนือง

 

ภายหลังจากที่มีควาญช้าง ชื่อ น้อย ซึ่งเป็นเด็กหนุ่มจากหมู่บ้านใกล้เคียง ซึ่งเคยทำงานในปางช้างที่จังหวัดกาญจนบุรี แต่ปัจจุบันได้กลับมาอาศัยอยู่ที่บ้านและได้อาสาเข้ามาเป็นควาญช้างเพื่อดูแลช้างนกน้อยเป็นประจำทุกวันอย่างใกล้ชิดทำให้ช้างนกน้อยดูมีความสุขมากขึ้น รวมทั้งมีพฤติกรรมที่ดีขึ้นด้วย นอกจากนี้สภาพของที่อยู่อาศัยของช้างก็อยู่ในทำเลที่ดี ถึงแม้ปัจจุบันช้างนกน้อยยังไม่มีโรงเรือนที่พักที่มีหลังคาสำหรับเป็นที่พักอาศัยเนื่องจากอยู่ในระหว่างการเสนอของบประมาณสนับสนุนจากทาง อบต. หนองคู ซึ่งเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบพื้นที่นี้อยู่  แต่ช้างนกน้อยก็ได้อาศัยอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ริมลำน้ำมาศที่มีน้ำอุดมสมบูรณ์ตลอดทั้งปี เพื่อให้ช้างได้ไปดื่มน้ำและอาบน้ำได้ และบริเวณริมน้ำยังทุ่งหญ้าให้ช้างสามารถไปหาอาหารกินเอง รวมทั้งยังมีป่าชุมชนตามธรรมชาติภายในเกาะที่ช้างสามารถไปเดินเล่นและหาอาหารได้เช่นกัน แต่อย่างไรก็ตามได้มีการปรับปรุงในเรื่องการดูแลช้างใน 2 ประเด็นใหญ่ๆ แล้ว นั่นก็คือ การที่จะต้องปล่อยให้ช้างเดินไปมาอย่างอิสระมากขึ้น ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของควาญช้าง เนื่องจากนักท่องเที่ยวกลุ่มที่เคยเข้ามาทำกิจกรรมที่นี่เมื่อปีที่ผ่านมา ต่างให้ความเห็นว่าส่วนใหญ่แล้วช้างจะถูกล่ามโซ่ไว้เกือบจะตลอดเวลาจนทำให้ช้างเครียดและหงุดหงิด จนนักท่องเที่ยวไม่สามารถเข้าใกล้ได้  แต่ในปัจจุบันตั้งแต่มีควาญช้างเข้ามาดูแลช้างตั้งแต่เดือนมกราคม 2552 เป็นต้นมา และได้มีการแก้ไขปัญหานี้โดยการปล่อยช้างให้เดินไปมาอย่างอิสระมากขึ้นตลอดทั้งวันรวมทั้งได้จัดทำตารางเวลาในการดูแลช้างให้ชัดเจนขึ้น และให้คณะกรรมการกองทุนช้างเป็นผู้ดูแลตรวจสอบการทำงานของควาญช้างด้วยเช่นกัน  สำหรับในประเด็นที่ 2 คือ ช้างนกน้อยดูโดดเดี่ยวและเหงา เนื่องจากเป็นช้างตัวเดียวที่อาศัยที่นี่ ดังนั้นจึงควรจะมีการนำช้างมาอาศัยอยู่เพิ่มขึ้นเพื่อทำให้ช้างได้อยู่ร่วมกันและดูแลซึ่งกันและกัน 

โดยทางโครงการได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่าภายในเดือนพฤษภาคม 2552 ที่จะถึงนี้ จะนำช้างเชือกที่ 2 มาอาศัยอยู่ร่วมกับช้างนกน้อย และหลังจากนั้นจะมีย้ายช้างทั้ง 2 เชือก(ช้างนกน้อยและช้างเชือกใหม่)ไปไว้ที่เกาะลอย ซึ่งเป็นเกาะขนาดใหญ่ที่อยู่ตรงข้ามกับเกาะสวนสัตว์ ซึ่งเมื่อเดือนมกราคม 2552 ที่ผ่านมาทางมูลนิธิฯ ร่วมกับนักท่องเที่ยวและชาวบ้านในชุมชนได้ช่วยกันปลูกพืชอาหารไว้ให้ช้างแล้ว คือ ต้นกล้วย จำนวน 220 ต้น เพื่อเป็นอาหารให้ช้างในอนาคต แต่ในขณะนี้ต้นกล้วยยังมีขนาดเล็กอยู่ แต่ทางชุมชนสัญญาว่าจะเข้ามาดูแลต้นกล้วยที่ปลูกไว้อย่างดีเพื่อให้ต้นกล้วยรอดตายและมีผลผลิตเป็นอาหารให้ช้างต่อไป  และภายในเร็วๆนี้ทาง อบต.หนองคู จะสนับสนุนการสร้างโรงเรือนที่มีหลังคาไว้บังแดดบังฝนให้ช้างได้อาศัยอยู่ สำหรับในส่วนของมูลนิธิฯ ก็จะสนับสนุนในการจัดหางบประมาณสำหรับการสร้างที่พักให้กับควาญช้างบนเกาะลอยเพื่อจะได้ตามไปดูแลช้างทั้ง 2 เชือกได้อย่างใกล้ชิด รวมทั้งได้วางแผนการสร้างกระท่อมที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการไปใช้เวลากับช้างบนเกาะ การสร้างบ้านพักแบบบังกาโลริม 2 ฝั่งของลำน้ำมาศ การสร้างแพสำหรับขนส่งนักท่องเที่ยวไปยังเกาะรวมไปถึงการสร้างสะพานไม้ไผ่เพื่อข้ามไปยังเกาะที่มีช้างอาศัยอยู่ด้วย ซึ่งโครงการก่อสร้างทั้งหมดนี้ทางชุมชนจะพยายามหาวัสดุที่ราคาไม่แพง และหาได้ง่ายในท้องถิ่น รวมทั้งแรงงานในท้องถิ่นในการก่อสร้างที่พักและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆให้กับนักท่องเที่ยวต่อไปในอนาคต  แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นทางมูลนิธิฯ ยังคงต้องทำงานหนักอย่างต่อเนื่องเพื่อหางบประมาณสนับสนุนในโครงการนี้ต่อไป หากท่านต้องการมีส่วนร่วมในการสนับสนุนโครงการนี้ ท่านสามารถเดินทางเข้ามาร่วมทำกิจกรรมการท่องเที่ยวกับเราได้ โดยติดตามปฏิทินกิจกรรมของเราได้ทางเว็บไซด์ของมูลนิธิฯในเร็วๆนี้

  ในส่วนของการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับช้าง พบว่าในการหารายได้สำหรับกองทุนช้างนกน้อยนั้น ทางคณะกรรมการกองทุนช้างบ้านไผ่น้อยเป็นผู้รับผิดชอบหลักโดยมีมูลนิธิฯ เป็นผู้สนับสนุน จากการประเมินงานที่ผ่านมา พบว่า ทางคณะกรรมการกองทุนช้างจะต้องหารายได้อย่างน้อยเดือนละไม่ต่ำกว่า 12,000 บาท ซึ่งจะแบ่งออกเป็นค่าใช้จ่ายหลักในแต่ละเดือน 3 ส่วนใหญ่ ดังนี้ 1. ค่าอาหารสำหรับช้างนกน้อย 4,000 บาท 2. เงินเดือนสำหรับควาญช้าง 4,000 บาท และ 3. ค่าเงินกู้ในการจัดซื้อช้างนกน้อย 4,000 บาท สำหรับคืนให้กับทางมูลนิธิพาช้างกลับบ้าน

ภาพซ้าย  ในระหว่าง 5 - 6 มีนาคม 2552 ที่ผ่านมา ทางมูลนิธิฯ ได้เข้าไปชี้แจงและให้คำแนะนำเพิ่มเติมถึงเงื่อนไขและวิธีการในการทำกิจกรรมการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับช้างให้กับคนในชุมชนได้รับทราบโดยทั่วกันอีกครั้งหนึ่ง

ดังนั้นหากทางคณะกรรมการกองทุนช้างสามารถจัดหากลุ่มนักท่องเที่ยวเพื่อเข้ามาทำกิจกรรมได้อย่างน้อย 1 กลุ่มต่อเดือน ที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวประมาณ 15 - 20 คนต่อกลุ่ม ก็จะทำให้ทางคณะกรรมการสามารถมีเงินเพียงพอที่จะใช้ในการดูแลช้างได้อย่างต่อเนื่อง