โครงการปลูกฟื้นฟูป่าเพื่อเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งหากินของช้างไทย

ในเดือนสิงหาคม 2550 คุณอองตัวเนต แวนดีวอเตอร์  ชาวเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิพาช้างกลับบ้าน(Bring the Elephant Home) ได้ริเริ่มโครงการปลูกฟื้นฟูป่าเพื่อเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งหากินของ ช้างไทย  โดยมีเป้าหมายในการปลูกฟื้นฟูป่าสำหรับเป็นอาหารของช้าง จำนวนทั้งสิ้น  100,000 กล้าไม้ และในวันอาทิตย์ที่ 31 สิงหาคม 2551 ที่จะถึงนี้ จะเป็นวันครบรอบ 1 ปีพอดีสำหรับการดำเนินโครงการนี้ และยังจะเป็นวันที่ทางโครงการนี้จะได้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ในการปลูกกล้า ไม้จำนวนทั้งสิ้น 100,000 กล้าไม้อีกด้วย

สำหรับโครงการนี้ทางมูลนิธิพาช้างกลับบ้าน ได้ทำงานร่วมกับองค์กรเครือข่ายในไทย อีก  4 แห่ง ซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการปรับปรุงคุณภาพของแหล่งอาหารและ แหล่งที่อยู่อาศัยของช้างไทย ซึ่งประกอบไปด้วยช้างป่าและช้างบ้านให้มีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นด้วย  โดยคุณอองตัวเนต ให้ความเห็นว่า ” สำหรับตัวดิฉันแล้วตลอดเวลาที่ได้ดำเนินการโครงการปลูกฟื้นฟูป่าให้ช้าง ช่างเป็นช่วงเวลาที่ประทับใจมาก และเป็นสิ่งที่เหลือเชื่อจริงๆ ”  เธอยังกล่าวต่อไปอีกว่า ” ทางมูลนิธิยังคงต้องการปลูกฟื้นฟูป่าเพิ่มขึ้นในปีถัดๆไป เพื่อปกป้องแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งหากิน  รวมไปถึงการอนุรักษ์ช้างไทยในระยะยาวต่อไป ”

นอกเหนือจากองค์กรเครือข่ายทั้ง 4 องค์กรนี้แล้ว ยังมีอาสาสมัครอีกมากกว่า 1,000 คน ที่ได้ช่วยให้โครงการปลูกฟื้นฟูป่าให้ช้างสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ทางมูลนิธิฯ เชื่อว่าการปลูกฟื้นฟูป่าจะช่วยให้แหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยของช้างไทยจะมี สภาพที่ดีขึ้นด้วย และทั้งยังเป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างองค์กรที่ทำงานด้านการ อนุรักษ์ช้างไทยด้วยกันอีกด้วย

สำหรับปัญหาส่วนที่เกิดขึ้นกับช้างไทย มีสาเหตุหลักเนื่องมาจากการตัดไม้ทำลายป่าอย่างรุนแรงที่เกิดขึ้นในประเทศ ไทยในช่วงระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา และส่งผลกระทบโดยตรงต่อแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งหากินของช้าง หากไม่มีป่าสำหรับเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งหากิน ช้างป่าก็ไม่สามารถอาศัยอยู่ได้  ดังนั้นโครงการปลูกฟื้นฟูป่าให้ช้างจึงได้จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นหนทางหนึ่ง ในการแก้ปัญหาเหล่านี้  ซึ่งจะทำให้ช้างมีแหล่งอาหารที่พอเพียงสำหรับหาอาหารกินเองได้  มีพื้นที่สำหรับเดินหาอาหารหรือเดินเล่น  ในขณะเดียวกันก็ต้องมีการป้องกันการตัดไม้ทำลายป่าในพื้นที่แปลงปลูกป่า ด้วยเช่นกัน ส่วนช้างก็ต้องมีส่วนช่วยในการฟื้นฟูและดูแลป่าเช่นเดียวกัน  เนื่องจากอาหารส่วนใหญ่ที่ช้างกินแล้วถ่ายออกมาก็มักจะมีเมล็ดไม้ออกมาด้วย หรือจะกล่าวได้ว่าช้างเป็นสัตว์ช่วยกระจายเมล็ดนั่นเอง หากช้างมีแหล่งหากินที่พอเพียงแล้ว ก็คงจะไม่ทำลายหน้าดิน โดยการขุด หรือกินหญ้าจนทำให้พื้นที่เสียหาย และคงต้องใช้เวลานานพอสมควรสำหรับการนำความหลากหลายทางชีวภาพกลับคืนมา

สำหรับกล้าไม้จำนวนมากกว่า 100,000 กล้า ได้มีการนำไปปลูกในพื้นที่ต่างๆ ที่มีความสำคัญต่อช้างไทย  ดังนี้  1.เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ อ.เมือง จ.กาญจนบุรี จำนวน  25,000 กล้าไม้  2. อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ 25,000 กล้าไม้  ซึ่งทั้งสองบริเวณนี้มีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อเป็นการปลูกป่าเพื่อเป็นแหล่ง อาหารสำหรับช้างไทย หรือเป็นเขตอนุรักษ์พันธุ์ช้าง มากไปกว่านั้น คือ ที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่นั้น จะเป็นการปลูกฟื้นฟูป่าเพื่อเป็นทางเชื่อมระหว่างป่าสองด้านให้เชื่อมติดกัน เพื่อขยายแหล่งหากินของช้าง และสัตว์ป่าชิดต่างๆสามารถเดินข้ามไปมาระหว่างป่าได้   3.ศูนย์บริบาลช้างไทย อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ จำนวน 40,000 กล้าไม้ และ 4. บริเวณเกาะสวนสัตว์เปิด บ้านไผ่น้อย อ.ลำปรายมาศ จ.บุรีรัมย์ จำนวน 30,000 กล้าไม้  ซึ่งโครงการสำหรับที่นี่จะแตกต่างไปจากที่อื่นๆ กล่าวคือ จะเป็นการปลูกป่าให้ช้างเพื่อเน้นไปที่การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์  ซึ่งหากในอนาคตจะมีการนำช้างกลับมาอาศัยอยู่บริเวณนี้(หรือจัดตั้งให้บริเวณ เป็น “เขตอนุรักษ์ช้าง” ) จึงมความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการวางแผนทั้งในการปลูกฟื้นฟูป่า การนำช้างกลับมา และการพัฒนาศักยภาพของชุมชนเพื่อรองรับการท่องเที่ยวต่อไปในอนาคตด้วย

โครงการปลูกฟื้นฟูป่าในที่บุรีรัมย์  ทางมูลนิธิฯ ได้ทำงานร่วมกับสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน(PDA)  โดยมีเป้าหมายในการที่จะช่วยพัฒนาบริเวณพื้นที่ปลูกป่าให้เป็นแหล่งที่อยู่ อาศัยและหากินของช้างที่จะนำกลับมาศัยอยู่ในบริวณนี้  ทั้งยังจะส่งเสริมให้มีการท่องเที่ยวในเชิงอนุรักษ์ในบริเวณนี้ต่อไป เพื่อช่วยให้ชาวบ้านในชุมชนมีงานทำเพิ่มและมีรายได้เพิ่มขึ้นจากทั้งโครงการ ปลูกฟื้นฟูป่า และการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ซึ่งทางมูลนิธิฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าหากโครงการนี้ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี  จะสามารถช่วยให้ชาวบ้านในชุมชนหลายๆ ครัวเรือนมีรายได้เพิ่มขึ้น และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ถ้าหากทางชุมชนมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น จะไม่มีการนำช้างออกไปเร่ร่อนหรือเดินขอทานอยู่ตามถนนในเมืองใหญ่อีกต่อไป

องค์กรเครือข่าย : 1.ศูนย์บริบาลช้างไทย(Elephant Nature Park)  2.กองทุนวิจัยและอนุรักษ์ช้างป่า(WERF)  3. สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน(PDA) และ 4.เครือข่ายอนุรักษ์ช้าง(ECN)

หากท่านสนใจการทำงานของมูลนิธิ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ www.bring-the-elephant-home.org/th

สนใจติดต่อข้อมูลเพิ่มเติม : คุณอองตัวเนต แวนดีวอเตอร์  มูลนิธิพาช้างกลับบ้าน (Bring the Elephant Home) จ.เชียงใหม่  โทร : (081) 568-0571